logo

เคาะแล้ว! อินโดนีเซียประกาศย้ายเมืองหลวง แล้วกรุงเทพฯจะทำอย่างไร⁉️

          จากข่าวเมื่อเร็วๆนี้ ที่ประเทศอินโดนีเซียประกาศอย่างเป็นทางการว่าจะย้ายเมืองหลวงของอินโดนีเซียเนื่องจากมีความเสี่ยงที่จะจมทะเล จากกรุงจาการ์ตา บนเกาะชวา ไปที่ จ.กาลิมันตันตะวันออกบนเกาะบอร์เนียว ที่ครอบครองร่วมกับมาเลเซียและบรูไน ซึ่งเมืองหลวงอินโดนีเซียใหม่นี้จะตั้งอยู่ระหว่างเขตเปนาแจม ปาเซอร์ กับ คูไต – เคอร์ทาเนการา เนื้อที่ ~1.25 ล้านไร่ โดยคาดว่าจะใช้งบประมาณในการย้ายทั้งหมด ~466 ล้านล้านรูเปีย หรือ ~1 ล้านล้านบาทไทยนั่นเอง 

          หลายๆท่านที่ได้ทราบข่าวนี้ก็อาจจะกังวลถึงสถานการณ์เดียวกันของกรุงเทพฯกันใช่ไหมละครับ แล้วเพื่อนๆคนกรุงเทพฯรวมถึงชาวนิวบ์อย่างเราๆ จะทำอย่างไรดี? การย้ายเมืองหลวงของอินโดนีเซียครั้งนี้ ทางรัฐบาลอินโดนีเซียให้เหตุผลว่า ตำแหน่งที่ตั้งเมืองหลวงใหม่ความปลอดภัยจากภัยพิบัติทางธรรมชาติมากกว่า เพราะกรุงจาการ์ตาที่ปัจจุบันมีจำนวนประชากร ~10 ล้านคน (หรือ ~31 ล้านคน หากนับรวมเขตปริมณฑล) แออัดเกินไปและไม่อาจแบกรับภาระการเป็นศูนย์กลางการปกครองต่อไปได้ และพื้นที่ถึง 1 ใน 3 ของเมืองมีโอกาสที่จะจมทะเลด้วยการทรุดตัวของแผ่นดิน อีกทั้งเมืองยังเสี่ยงต่อภัยพิบัติต่างๆและความยุ่งเหยิงของการพัฒนาที่ไร้แบบแผนมาเป็นเวลานาน

          แต่ทั้งนี้ทั้งนั้น จาการ์ตา ไม่ใช่เมืองเดียวที่เสี่ยงจมทะเล เมืองอื่นๆอย่าง นครลากอส ประเทศไนจีเรีย เมืองใหญ่อันดับต้นๆของทวีปแอฟริกาก็เสี่ยงเช่นกัน ด้วยประชาการที่มากถึง 15.5 ล้านคน ซึ่งจะได้รับความเสียอย่างมากหากระดับน้ำทะเลเพิ่มขึ้น หรือเมืองนิวออร์ลีน รัฐหลุยเซียนา ประเทศสหรัฐฯ ที่ตัวเมืองอยู่ต่ำกว่าระดับน้ำทะเลอยู่แล้ว ซึ่งเมืองเคยถูกน้ำท่วมครั้งใหญ่จากน้ำทะเลหนุนสูงช่วงพายุเฮอร์ริเคนแคทรินาพัดถล่มในปี 2005 นอกจากนี้ เมืองอื่นๆ อย่างนครมุมไบ ประเทศอินเดีย, กรุงลอนดอน ประเทศอังกฤษ, หมู่เกาะมัลดิฟ, มหานครนิวยอร์ค ประเทศสหรัฐอเมริกา, มหานครเซี่ยงไฮ้ ประเทศจีน และอีกหลายๆเมืองทั่วโลกก็ตกอยู่ในความเสี่ยงนี้ด้วย โดยแต่ละที่ก็ได้มีโครงการและออกมาตรการมารับมือกับสถานการณ์นี้ตามศักยภาพที่มี แม้แต่เมืองเวนิส ประเทศอิตาลี ซึ่งขึ้นชื่อเรื่องวิถีชีวิตตามระบบคลองและความเป็นเมืองกลางน้ำ ก็ได้ทุ่มงบประมาณจำนวนมหาศาลในการสร้างระบบป้องกันระดับน้ำทะเลหนุนโดยอาศัยรายได้จากการท่องเที่ยว

          อย่างไรก็ตาม สำหรับกรุงเทพฯ ประเทศไทย นักวิชาการและผู้เชี่ยวชาญหลายๆท่านยังคงยืนยันว่า กรุงเทพฯมีความเป็นไปได้ที่จะจมทะเลจริง แต่ไม่ได้รวดเร็วอย่างที่หลายๆคนคิด และสถานการณ์ยังคงสามารถป้องกันและรับมือได้ ซึ่งการที่น้ำท่วมในหลายพื้นที่ของกรุงเทพฯช่วงฝนตกหนัก เป็นผลมาจากปัญหาด้านการระบายน้ำมากกว่า ซึ่งหากมีการบริหารจัดการเรื่องนี้ดีขึ้น ปัญหาน้ำท่วมช่วงฝนตกหนักก็จะบรรเทาลงไป เช่น การทำแก้มลิง และการบำรุงระบบระบายน้ำและระบบสูบน้ำ

          โดยกับกรณีนี้ บริเวณริมชายฝั่งปากแม่น้ำควรจะเป็นพื้นที่ที่น่ากังวลมากกว่าตัวเมืองกรุงเทพฯชั้นใน ด้วยสาเหตุการถูกกัดเซาะของชายฝั่ง อีกทั้งความเข้าใจผิดเกี่ยวกับชั้นดินทรุดตัวว่าแท้จริงชั้นดินที่แห้งจะมั่นคงมากกว่าชั้นดินที่อุ้มน้ำ หรือการสร้างอาคารสูงเร่งการทรุดตัวของพื้นดินซึ่งไม่เป็นความจริง ทำให้หลายคนตื่นตระหนกเกินกว่าเหตุ แต่ผู้เชี่ยวชาญยังคงเตือนว่า สถานการณ์สภาพแวดล้อมของโลกยังคงไม่ชัดเจนแน่นอน ที่ยังคงต้องติดตามอย่างต่อเนื่อง อีกทั้งยังห่างไกลและคาดเดายากกว่าประเด็นน้ำท่วมจากฝนที่เป็นปัญหาเฉพาะหน้าที่ยังไม่ได้รับการแก้ไขอีกด้วย แบบนี้เพื่อนๆก็อุ่นใจไว้ก่อนได้ว่า กรุงเทพฯยังไม่จมบาดาล อย่างน้อยก็ยังอีกหลายทศวรรษนะครับ

ขอบคุณ

ที่มา https://www.posttoday.com/world/598826

ที่มา https://www.posttoday.com/world/599031

ที่มา https://siamrath.co.th/n/84184

ภาพจาก https://www.pbs.org/newshour/world/indonesia-to-move-capital-from-jakarta-to-borneo