logo

Minimalist (มินิมอลลิสม์) อีกหนึ่งสไตล์ที่ได้รับความนิยมอย่างสูงในปัจจุบันด้วยความที่เป็นศัพท์ภาษาต่างประเทศ Minimalism (มินิมอลลิซึม) ซึ่งมีความหมายตามพจนานุกรม Cambridge ว่า

Minimal (adj.) – very small in amount หรือ การมีอยู่ของสิ่งต่าง ๆ ในจำนวนหรือปริมาณที่น้อย

ซึ่งเกี่ยวพันกันกับคำต่อไปว่า

Minimalism (adj.) – belonging or relating to a style in art, design, and theatre that uses the smallest range of materials and colours possible, and only very simple shapes or forms. เป็นคำที่เกี่ยวข้องกับวงการศิลปะ การออกแบบและการแสดง ซึ่งใช้อุปกรณ์ วัสดุ เฉดสี และการตกแต่งให้น้อยที่สุดจนหลงเหลือเพียงความเรียบง่ายพื้นฐานของสิ่งเหล่านั้น

Minimalist (n.) ในนิยามจึงหมายถึงบุคคลที่นิยมในความเรียบง่าย ซึ่งอาจจะหมายถึงคนที่นิยมในศิลปะที่เรียบง่าย นิยมแนวคิดที่เรียบง่าย ไปจนถึงการมีแนวทางการดำรงชีวิตที่เรียบง่ายก็ได้เช่นกัน

          โดยคำว่า Minimal ในความหมายที่คนไทยส่วนใหญ่มักจะเข้าใจกันถึงความเรียบง่ายในลักษณะ น้อยแต่มาก เรียบแต่หรู หรืออะไรก็ตามแต่ ซึ่งหากอธิบายลึก ๆ แล้ว คำว่า “มินิมอล” ไม่ได้มีแค่ความหมายแบบที่คนทั่วไปเข้าใจกันว่าต้องตกแต่งด้วยสีขาวล้วน ไร้สีสัน หรือเป็นแค่การจัดบ้านโดยทิ้งขาวของที่มองว่าเป็นส่วนเกินชีวิตแบบ มาริเอะ คนโดะ แน่นอน ซึ่งการจะเป็น Minimalist นั้นจริง ๆ แล้วจะต้องทำยังไง มีแนวคิดอะไรอยู่บ้าง จะเหมือนการเป็น “ฮิปสเตอร์” ที่ต้องอ่าน a day, Kinfolk หรืออ่าน Cereal ให้ดูเท่ ๆ คูล ๆ เลี้ยงต้นแคคตัส หรือต้องใช้สรรพนามแบบพหูพจน์แทนตัวเองที่เป็นเอกพจน์ว่า “เรา” ด้วยหรือเปล่า วันนี้ CondoNewb จะพาเพื่อนผู้อ่านไปรู้จักความหมายและเสน่ห์ของสไตล์ Minimal และการเป็นชาว Minimalist กันครับ ถ้าพร้อมแล้วไปทำความรู้จักกับคำนี้พร้อม ๆ กันเลยครับ

Minimalist คืออะไร

Minimalist คืออะไร ?

 Minimal (มินิมอล) หรือ Minimalism (มินิมอลลิซึม) เป็นคำที่เริ่มได้ยินมากขึ้นเรื่อย ๆ ในช่วงระยะหลัง ๆ มานี้ ซึ่ง Minimalism ก็เป็นอีกหนึ่งกระแสสังคมที่หลายคนรับเข้ามาใช้ในการดำเนินชีวิตด้านต่าง ๆ หลายครั้งที่เมื่อพูดถึงคำว่ามินิมอล ก็มักจะมีภาพจำเป็นการแต่งกายแบบฮิปสเตอร์ การตกแต่งบ้านแบบสไตล์ร้าน MUJI แนว Zen ของชาวญี่ปุ่น หรือการแต่งบ้านสไตล์ IKEA ของยุโรป หรือแม้แต่รูปแบบสินค้าอิเล็กทรอนิกส์ที่มีรูปลักษณ์เรียบง่ายอย่าง Apple ซึ่งความจริงแล้ว “มินิมอล” ที่เราเห็นอยู่ในงานดีไซน์สินค้านั้น กลับเป็นเพียงการประยุกต์เอาหลักการพื้นฐานเพียงบางอย่างของมินิมอลมาใช้เท่านั้นเอง

มินิมอล มาจากอะไร

Minimalist (มินิมอลลิสม์) มาจากไหน แท้จริงคืออะไร ?

 Minimalism (มินิมอลลิซึม) และ มินิมอลลิสม์ (Minimalist) มีจุดเริ่มต้นมาในช่วงหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 หรือช่วงเดียวกันกับยุคโมเดิร์น (Modernism) โดยกลุ่มศิลปินและนักออกแบบ ซึ่งกระแสนี้เกิดจากความเบื่อหน่ายกับกระแสงานศิลป์และงานออกแบบแนว Abstract Expressionism และมักจะผูกโยงกับแนวสมัยใหม่หรือ Modernism (ซึ่งก็ต่อต้านงานออกแบบและงานศิลป์แนว Art Deco มาอีกทอดหนึ่ง) โดยศิลปะแบบ Minimalism (มินิมอลลิซึม) เป็นการลดทอดจนเหลือเพียงความเรียบง่ายที่สุด ตัดทอนสิ่งอื่น ๆ ที่มองว่าไม่จำเป็น และแสดงออกถึงการมีอยู่ตามความที่เป็นจริงแบบตรงไปตรงมา วัตถุทรงกลม ก็คือทรงกลม สี่เหลี่ยมจัตุรัสก็คือ สี่เหลี่ยมจัตุรัส เป็นต้น

          นอกจากนี้กระแส Minimalism ยังกระจายไปยังศาสตร์แขนงอื่น ๆ ทั้งสถาปัตยกรรม การออกแบบเฟอร์นิเจอร์ การออกแบบผลิตภัณฑ์ การทำอาหาร รวมไปถึงคติและหลักการในการดำเนินชีวิต ซึ่งจะเห็นได้ชัดจากวิถี Zen (เซน) ของชาวญี่ปุ่น โดยการดำเนินชีวิตแบบยึดหลักมินิมอลจริง ๆ แล้วคือ “ความประหยัด” และตัดสิ่งไม่จำเป็นออกไป มีของใช้เฉพาะเท่าที่จำเป็นต้องใช้ และมีอย่างละชิ้น หรือตามจำนวนที่ต้องใช้งานจริงเท่านั้นเอง

          ซึ่งเหตุที่ชาวญี่ปุ่นในยุคหลัง ๆ เริ่มนำวิถีการดำเนินชีวิตแบบ Minimalist มาปรับใช้กับตัวเอง เนื่องจากความไม่แน่นอนในชีวิตที่มากขึ้น ทั้งด้วยภัยพิบัติและปัญหาเศรษฐกิจต่าง ๆ ความไม่แน่นอนในชีวิตจึงเป็นเรื่องที่ต้องคำนึงถึงเสมอ ดังนั้นการต้องเสียเงินหรือเสียพื้นที่ไปกับการจัดเก็บสิ่งของที่ไม่จำเป็น จึงต้องรู้จักปล่อยวางและตัดทิ้งไปนั่นเอง

ประโยชน์ของ Minimalist

เป็น Minimalist (มินิมอลลิสม์) มีประโยชน์อย่างไร ?

 “Minimalist คือการสร้างอิสระให้ตัวเอง” เพราะถ้าหากเราสามารถปล่อยวางสิ่งไม่จำเป็นออกจากชีวิตของเราได้ เราก็จะมีพื้นที่และอิสระในการใช้เวลากับสิ่งที่เรารักจริง ๆ มากขึ้น โดยเราไม่จำเป็นต้องผูกมัดกับความต้องการของสังคมที่เราอาจจะไม่ได้อยากได้ เราไม่ต้องเปลืองเงินทองหรือเปลืองเวลากับอะไรที่ซ้ำซากและอาจจะไม่ได้จำเป็นสำหรับเราจริง ๆ นั่นเอง ฉะนั้นการสร้างพื้นที่ให้สิ่งที่เรารักก็หมายความได้ว่าเราจะประหยัดทั้งเวลา ทั้งเงินทอง และสมาธิที่เราอาจจะต้องใช้ไปกับอย่างอื่นที่ไม่จำเป็นไปได้ จึงแปลว่าเราจะสามารถใส่ใจกับสิ่งที่สำคัญในชีวิตของเราเองได้มากกว่า ได้โฟกัสกับงานที่สำคัญได้เยอะกว่า และโฟกัสกับการใช้จ่ายเท่าที่จำเป็นและทำให้เรามีความสุขได้จริง ๆ

 ซึ่งการทำอะไรซ้ำไปซ้ำมาโดยไม่ก่อเกิดประโยชน์ ถือว่าเป็นสิ่งตรงข้ามกับการเป็น Minimalist ไม่ว่าจะเป็นการซื้อของมาเยอะเกินความจำเป็น การทำงานที่เกินประโยชน์จากเป้าหมายหลัก หรือการใช้เวลาว่างไปอย่างเปล่าประโยชน์ไปกับสิ่งที่เราไม่ได้สนใจมากขนาดนั้น ยกตัวอย่างเช่น นิสัยชอบไถหน้าจอเฟสบุ๊กไปเรื่อย ๆ หรือการซื้อเสื้อผ้ามากเกินโดยที่ตู้ไม่เหลือที่จะให้เก็บแล้ว สิ่งต่าง ๆ ที่เหมือนจะเป็นเรื่องเล็กน้อยแต่ถ้ามันทับถมเรื่อย ๆ ชีวิตเราก็จะมีพื้นที่ว่างน้อยลงนั่นเอง

          ถึงตรงนี้หลาย ๆ คนคงเข้าใจหลักการและข้อดีเบื้องต้นของการเป็น Minimalist แล้วใช่ไหมครับ แต่มันจะมีวิธีไหนบ้างที่ทำให้เราสามารถใช้ชีวิตแบบนี้ได้เหมาะกับเรามากขึ้น เราไปดูกันต่อเลยดีกว่าครับ

วิธีการเป็น Minimalist

อยากเป็น Minimalist (มินิมอลลิสม์) ต้องทำอย่างไร ?

 การเปลี่ยนแปลงทุกอย่างมักยากเสมอ มนุษย์เราเวลาพบเจออะไรที่มองว่ายาก ๆ ก็จะตั้งคำถามกับตัวเองว่า เราจะต้องเปลี่ยนหรือยอมทนไปเพื่ออะไรกันนะ ซึ่งการที่เราอยากจะเริ่มเป็น Minimalist นั้น มันก็มีวิธีการที่เข้าใจไม่ยากอยู่ดังนี้

วิธีการเป็นมินิมัลลิสต์

1. เริ่มการเป็น Minimalist จากการหาโฟกัสของตัวเอง

          ในขั้นแรกของการจะเป็น Minimalist ก็คือ การเลือกส่วนของการดำเนินชีวิตที่เราอยากจะมีอิสระมากขึ้นกว่าเดิม โดยอาจจะเป็นอะไรที่ดูเล็ก ๆ น้อย ๆ อย่างเช่นการจัดโต๊ะทำงาน การจัดบ้าน หรือแม้แต่เป็นอะไรยิ่งใหญ่อย่างการเปลี่ยนนิสัยและการใช้ชีวิตบางอย่างของตัวเองไปเลย ไม่ว่าจะเป็นเป้าหมายชีวิต หรือการพัฒนาตนเอง ซึ่งสิ่งสำคัญในขั้นตอนนี้ก็คือการเลือกอะไรที่เราเห็นว่าตัวเราสามารถทำให้มันสำเร็จได้จริง หรือทำแล้วจะช่วยให้มีชีวิตที่ดีขึ้นนั่นเองครับ

การสร้างกฎเกณฑ์

2. สร้างกฎเกณฑ์ของตัวเองในการเป็น Minimalist

          ข้อต่อมาของการเป็น Minimalist ก็คือการตั้งกฎของตัวเองให้ตัวเอง เพราะทุกคนมีนิยามของอิสระและความจำเป็นในสิ่งต่าง ๆ ไม่เท่ากัน ฉะนั้นในส่วนนี้เราก็ต้องระบุกับตัวเราเองให้ได้ว่าอะไรที่สำคัญที่สุดสำหรับตัวเอง เพราะสุดท้ายแล้วไม่ว่าชีวิตแบบ Minimal ของเราจะออกมาแบบไหน กฎของเราเองก็ต้องสามารถพาชีวิตไปยังจุดยืนนั้นให้ได้ ตัวอย่างเช่น การเป็น Minimalist ของเราก็อาจจะเป็นการลดการใส่เสื้อผ้าสีสันฉูดฉาดลง และเปลี่ยนไปใส่ชุดสีพื้นเรียบ ๆ ให้มากขึ้นก็ได้

เลิกย้ำคิดย้ำทำ

3. อยากเป็น Minimalist ควรลดการทำซ้ำซากที่ไม่เกิดประโยชน์

          สิ่งต่อมาในการจะเป็น Minimalist คือ ลดการทำซ้ำที่ไม่สำคัญ โดยการทำซ้ำในที่นี่ก็มีอยู่ 2 อย่างครับ ได้แก่ การทำซ้ำที่สร้างคุณค่า และ การทำซ้ำที่ไม่สร้างคุณค่า ซึ่งการทำซ้ำที่สร้างคุณค่าอาจจะเป็นอะไรก็ได้เกี่ยวกับงานหรืออาชีพของเรา เนื่องจากว่าทำแล้วมันเกิดประโยชน์และสร้างรายได้นั่นเอง ฉะนั้นสิ่งที่คนที่อยากจะเป็น Minimalist ต้องทำก็คือ การลดการทำซ้ำที่ไม่มีค่า ตัวอย่างเช่น การเช็คข้อความหรือหน้า News Feed ในโซเชียลทุก ๆ ห้าถึงสิบนาที โดยที่ก็ไม่ได้มีใครทักมา หรือมีเนื้อหาอะไรใหม่ ๆ ป้อนเข้ามา โดยวิธีจัดการคือให้จัดตารางชีวิตด้วยการแบ่งเวลาให้กับกิจกรรมพวกนี้แบบจำกัด เช่น เราสามารถเข้าเช็คสื่อโซเชียลได้แค่ 20 นาที ต่อวัน หรือ เพียง 15 นาทีในทุก 2 – 3 ชั่วโมง เป็นต้น

อะไรที่ไม่จำเป็นก็โยนทิ้งไป

4. จะเป็น Minimalist ให้ปล่อยวางละทิ้งสิ่งที่ไม่จำเป็น

          นอกจากลดการทำซ้ำแล้ว คนที่อยากเป็น Minimalist ก็ควรมาโฟกัสในการลดสิ่งของที่ไม่จำเป็นด้วย โดยอาจจะเป็นสิ่งของที่เราเก็บสะสมมาหลายเดือนแล้วก็ยังไม่ได้ใช้ซักที หรือการซื้อของเพียงแค่ว่ามันลดราคาแต่ว่าไม่ได้มีความจำเป็นต้องใช้ เป็นต้น ซึ่ง Minimalist จะไม่เก็บของที่ไม่จำเป็นพวกนี้ไว้กับชีวิตครับ เพราะของพวกนี้นอกจากจะเปลืองพื้นที่สำหรับสิ่งที่อาจจะสำคัญกว่า เรายังต้องเปลืองเวลาเพื่อดูแลสิ่งของพวกนี้อีกด้วย อย่างเช่น เครื่องออกกำลังกายที่เราซื้อมาตั้งไว้แล้วไม่ได้ใช้เลย เสื้อผ้าที่ซื้อมาเพราะลดราคาแต่ก็ไม่หาโอกาสจะสวมใส่ หรือบรรดาหนังสือที่ซื้อจากงานมหกรรมแต่ก็ยังไม่ได้อ่านเลย ซึ่งของพวกนี้ถ้าเราไปขายต่อหรือบริจาคให้กับคนอื่นที่อาจจะต้องการมากกว่า เราก็จะมีพื้นที่ในห้องหรือในบ้านสำหรับสิ่งอื่นที่จำเป็นกับเรามากกว่าได้มากขึ้นนั่นเอง

การจัดระเบียบ

5. จัดระเบียบชีวิตให้เป็น Minimalist

          หลังจากที่ Minimalist ลดการทำซ้ำและละทิ้งสิ่งที่ไม่จำเป็นออกไปแล้ว ก็จะเหลือเพียงสิ่งที่จำเป็นและสำคัญต่อตัวเราเองนั่นเองครับ แต่แล้วบางคนอาจจะยังรู้สึกว่าทำไมชีวิตยังมีความวุ่นวายอยู่ นั่นก็เพราะว่าการใช้ชีวิตของเราอาจจะยังไม่ได้ถูกจัดระเบียบเรียบเรียงให้เรียบร้อยก็ได้นั่นเอง โดยเฉพาะใครเป็นคนที่ชอบกองเสื้อผ้าไว้บนเก้าอี้ หรือ ชอบกองสายเครื่องใช้ไฟฟ้าไว้จนมันพันกันวุ่นวาย อีกทั้งบรรดาเอกสารต่าง ๆ บนโต๊ะทำงานมีการจัดเรียงไว้ยังไงบ้างหรือปล่อยให้ซ้อนกองกันจนเป็นภูเขา ซึ่งสิ่งของที่แม้จะสำคัญต่อเราแต่ถ้าไม่มีการจัดระเบียบให้ดีก็เกิดความรกและเกะกะได้นั่นเองครับ ดังนั้นควรลองทำระบบและจัดระเบียบสิ่งต่าง ๆ เหล่านี้ให้เป็นที่เป็นทาง เพื่อที่ชีวิตของเราจะได้ง่ายยิ่งขึ้นไปอีกนั่นเอง

ของใช้อเนกประสงค์

6. หาของใช้ที่มีความอเนกประสงค์

          การเป็น Minimalist จะต้องไม่ทำตัวเหมือนแบกบ้านทั้งหลังไว้กับตัวตลอด 24 ชม. อย่างการพกกระเป๋าในใหญ่ที่ข้างในใส่ของมาจนหนักแต่ใช้จริงบ่อย ๆ แค่ไม่กี่อย่าง ดังนั้นให้พกแต่สิ่งของเท่าที่จำเป็นโดยเป็นอุปกรณ์ที่สามารถใช้งานได้หลากหลายก็พอครับ ตัวอย่างในยุคนี้ที่ชัดเจนก็อย่าง นาฬิกาข้อมือ Smart Watch ที่นอกจากจะใช้ดูเวลาได้แล้ว ยังสามารถแสดงข้อมูลแจ้งเตือนต่าง ๆ ที่บันทึกไว้ รวมถึงบางรุ่นอาจสามารถรับสายเพื่อพูดคุยโทรศัพท์ได้อีกด้วย

การเริ่มต้นใหม่กับตัวเอง

7. เริ่มต้นชีวิตใหม่ในสไตล์ Minimal

          หลังจากปรับเปลี่ยนและปล่อยวางสิ่งต่าง ๆ ที่เกินจำเป็นกับชีวิตแล้ว ก็ถือว่าเราพอจะมีความเป็น Minimalist พอสมควรแล้วล่ะครับ ซึ่งก็เหลือแค่นำวิถีการใช้ชีวิตนี้ไปประยุกต์ใช้กับส่วนอื่น ๆ ในชีวิตของเราด้วย ยิ่งนำไปปรับใช้ได้หลายส่วน ชีวิตของเราก็จะมีความเรียบง่ายมากขึ้น ซึ่งใจความหลักของการเปลี่ยนมุมมองชีวิตนี้ก็คือการเริ่มทีละนิด โดยไม่สุดโต่งเกินไปหรือหักดิบเร็วเกินไป เพราะต่อให้มันดีแค่ไหนเราก็จะอยู่กับวิถีชีวิตนั้นไปได้ไม่นานก็กลับมาเหมือนเดิม หากเราอยากเปลี่ยนวิธีการใช้ชีวิตจริง ๆ ให้เราค่อย ๆ ทำแบบค่อยเป็นค่อยไปจะดีกว่าครับ

คอนโดมินิมอล

นำหลักการ Minimalism (มินิมอลลิซึม) มาปรับใช้กับคอนโดกันเถอะ

          จากที่นิวบ์อธิบายในเบื้องต้นไปแล้วว่า หลักของการเป็น Minimalist คือ ทำทุกอย่างเท่าที่จำเป็น ลดขั้นตอนส่วนเกิน และจัดทุกอย่างให้มีระเบียบยิ่งขึ้น โดยในส่วนนี้เราจะมาเริ่มโฟกัสกันในส่วนของการตกแต่งคอนโดของเรากันนะครับ ซึ่งหากถามว่าการตกแต่งแนวมินิมอลมีประโยชน์กับคอนโดอย่างไร คำตอบง่าย ๆ ก็คงเพราะว่ายูนิตคอนโดมิเนียมปัจจุบันมีพื้นที่จำกัด และมีขนาดพื้นที่เริ่มต้นที่เล็กลงเรื่อย ๆ หรือสั้น ๆ ก็คือว่าห้องคอนโดแคบลงนี่แหละ โดยหากเราไม่ได้ใช้ชีวิตในสไตล์แบบมินิมอลแล้ว ยิ่งเป็นคนที่ชอบซื้อสิ่งของเกินความจำเป็นมาสะสมเอาไว้ โดยเฉพาะเสื้อผ้า กระเป๋า หรือแม้แต่อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ก็ตาม แน่นอนว่ามันทำให้ห้องของเรารกนั่นเอง ทีนี้เมื่อห้องทั้งแคบและรก ก็จะเป็นบ่อเกิดให้พบเจอปัญหาอื่น ๆ ตามในการอยู่อาศัยคอนโดแน่นอน โดยอย่างแรกเลยก็คือ ถ้าหากห้องคอนโดของเรารกเกินไป จะส่งผลก่อให้เกิดภาวะความเครียดในจิตใจขึ้นได้ ซึ่งจะส่งผลกระทบให้เรานอนไม่หลับหรือหลับยาก และจะส่งผลต่อเนื่องให้เราน้ำหนักตัวเพิ่มขึ้นและเป็นโรคอ้วนได้อีกด้วย และนอกจากนั้นยังเป็นบ่อเกิดการซุกซ้อนของสัตว์และแมลงสร้างความรำคาญอย่างแมลงสาป สาเหตุของปัญหาสุขอนามัยได้ด้วยเช่นกัน

          เพื่อป้องกันปัญหาต่าง ๆ ที่จะเกิดขึ้น เราสามารถนำวิธีการจัดระเบียบคอนโดของเราไม่ให้รกรุงรัง โดยการใช้แนวคิดการจัดครั้งเดียวและพยายามคงระเบียบบ้านแบบนั้นเอาไว้ โดย มาริเอะ คนโดะ หรือ KonMari นั่นเองครับ ซึ่งจะมีรายละเอียดอย่างไรบ้างและมีความเป็นมินิมอลอย่างไรนั้น ไปดูพร้อม ๆ กันเลยครับ

จัดห้องคอนโดแบบ KonMari

การเริ่มต้นจัดห้องคอนโดตามฉบับชาว Minimalist ด้วยวิธี KonMari

          การจัดห้องคอนโดแบบ KonMari เราจะต้องเริ่มทำโดยการ แบ่งสิ่งของต่าง ๆ ออกเป็น 5 หมวดด้วยกัน ซึ่งในแต่ละหมวดจะมีวิธีการ ดังนี้

จัดเสื้อผ้าแบบ KonMari

1. เสื้อผ้า (Clothing)

          ลำดับแรกที่มาริเอะมักจะแนะนำเวลาไปช่วยจัดบ้านคือการระเบิดตู้เสื้อผ้านั่นเอง โดยการนำเสื้อผ้าทุกชิ้นจากทุกแห่งหนในบ้านออกมากองรวมกันเป็นกองเดียว วิธีนี้จะทำให้เราเห็นชัดเลยว่าเรามีเสื้อผ้าอยู่มากมายแค่ไหน แล้วเราจะช็อกกับจำนวนเสื้อผ้าที่มี ก่อนจะทำการคัดเลือกเป็นรายชิ้นว่าชุดไหนบ้างที่จำเป็นกับเราจริง ๆ

 ว่าแต่ชิ้นไหนบ้างล่ะ ? มาริเอะก็ได้คิดค้นวิธีที่เรียกว่า “จุดประกายความสุข” หรือ “Spark Joy” คือความรู้สึกเชิงบวกเมื่อเราหยิบสิ่งของหรือเสื้อผ้าแต่ละชิ้น หากชิ้นไหน Spark Joy ให้กับเราได้ ก็ให้เก็บชิ้นนั้นไว้ แต่หากชิ้นไหนไม่ Spark Joy ต่อเราเลย ก็ให้โยนทิ้งไป แต่ก่อนที่จะทิ้งก็ให้เราขอบคุณเสื้อผ้าชิ้นนั้นที่สอนให้เรารู้ว่าเราไม่ชอบสวมใส่เสื้อผ้าแบบนี้ วิธีนี้จะทำให้เราไม่รู้สึกผิดและสามารถตัดใจทิ้งไปได้ง่าย ๆ อีกทั้งยังมีเกร็ดเล็ก ๆ น้อย ๆ อย่างวิธีการพับผ้าหรือการจัดเรียงเสื้อผ้า ที่จะช่วยทำให้ตู้เสื้อผ้าของเราเป็นระเบียบมากขึ้น จนแปลกตาได้ตู้ดู Minimalist อีกด้วย

จัดหนังสือแบบ KonMari

2. หนังสือ (Books)

          ในส่วนของการจัดระเบียบหนังสือ มาริเอะยังแนะนำอีกว่า ให้หยิบหนังสือขึ้นมาทีละเล่ม จากนั้นให้ถามกับตัวเองว่า เล่มไหนที่เราต้องการจะนำติดตัวไปด้วยในอนาคต ใช้เวลาสัมผัสถึง Spark Joy แล้วเราจะรู้ได้ว่าหนังสือเล่มไหนบ้างที่เราต้องการเก็บไว้กับตัวเองจริง ๆ และเล่มไหนที่เราสามารถทิ้งหรือบริจาคส่งต่อให้ผู้อื่นได้อ่าน พร้อมพูดขอบคุณหนังสือเล่มนั้นก่อนจะทิ้งไป ซึ่งวิธีนี้จะคล้าย ๆ กับวิธีการเลือกเสื้อผ้าในข้อก่อนหน้านั่นเอง

จัดเอกสารแบบ KonMari

3. เอกสาร (Paper)

          นิวบ์เชื่อว่าหลายคนอาจจะเก็บเอกสารเกือบทั้งหมดไว้ด้วยกันที่เดียว ไม่ว่าจะเป็นบิลค่าน้ำ-ค่าไฟ จดหมาย หรือบรรดาเอกสารสำคัญ ซึ่งมาริเอะแนะนำให้เราจัดการกับเอกสารเหล่านี้โดยแบ่งออกเป็น 3 หมวด ดังนี้ครับ

  • เอกสารรอการดำเนินการ ได้แก่ จดหมาย ใบเรียกเก็บเงิน บิลค่าใช้จ่ายต่าง ๆ ฯลฯ
  • เอกสารสำคัญ ที่จำเป็นต้องเก็บไว้เป็นการถาวร เช่น สัญญา แบบฟอร์มประวัติ หรือเอกสารข้อมูลส่วนตัว
  • เอกสารทั่วไปที่เราอ้างอิงถึงเมื่อจำเป็นต้องใช้ เช่น คู่มือใช้งานอุปกรณ์ หรือ สูตรอาหาร เป็นต้น

ซึ่งวิธีแบ่งเอกสารให้เป็นหมวดหมู่ จะช่วยเพิ่มความเป็นระเบียบ และสะดวกต่อการค้นหานั่นเอง

จัดของจิปาถะแบบ KonMari

4. โคโมโนะ (Komono) หรือของจิปาถะ

 ข้าวของจิปาถะ หรือ โคโมโนะ เป็นหมวดที่ใหญ่ที่สุดในสไตล์ของชาว Minimalist เพราะของจุกจิกเล็กน้อยต่าง ๆ เมื่อรวมกันแล้วมักจะใช้พื้นที่ส่วนใหญ่ภายในห้องนั่นเอง แต่การจะจัดการกับสิ่งของเหล่านี้ก็ช่างตัดใจยากเหลือเกิน นอกจากการโยนสิ่งของที่ไม่ Spark Joy ทิ้งไป มาริเอะก็มีเกร็ดเจ๋ง ๆ อย่างการเก็บของเหล่านั้นให้เป็นระเบียบด้วยการใช้กล่องอย่างเช่นกล่องใส เพราะจะช่วยให้เรายังมองเห็นสิ่งของข้างในได้อย่างชัดเจน เพราะบางครั้งเราเก็บของไว้ในลักษณะที่มองไม่เห็น เราเลยลงเอยด้วยการซื้อของอย่างเดิมซ้ำแล้วซ้ำอีกจนสะสมเกินจำเป็น ทำให้ห้องรกไปโดยไม่รู้ตัวนั่นเอง หรืออย่างการใช้กล่องขนาดเล็กหรือการแบ่งช่องใส่ของในลิ้นชัก ก็จะช่วยให้จัดวางของจิปาถะได้เป็นระเบียบยิ่งขึ้น

ของที่มีคุณค่าต่อใจ

5. สิ่งของที่มีคุณค่าทางใจ (Sentimental Items)

          บรรดาข้าวของที่เต็มไปด้วยความทรงจำในอดีตต่าง ๆ อย่างจดหมายหรือภาพถ่ายเป็นอะไรที่ยากต่อการตัดใจทิ้งยิ่งนัก มาริเอะจึงแนะนำให้จัดการกับหมวดนี้เป็นลำดับสุดท้าย เพราะเราจะเสียเวลาไปกับการนั่งดูและระลึกถึงความหลังจนไม่ได้จัดอะไรสักที เพราะปกติแล้วเรามักจะเลือกจัดการกับของหมวดนี้ก่อน จึงธรรมดาที่เราจะรู้สึกติดขัดและทิ้งไม่ลง เพราะอะไร ๆ ก็ดู Spark Joy ไปซะหมดนั่นเอง แต่หลังจากที่เราได้จัดการกับข้าวของใน 4 หมวดก่อนหน้านี้ เราจะเชื่อในความสามารถของตัวเองที่จะแยกแยะได้ว่าอะไรบ้างที่ Spark Joy และจำเป็นกับเราจริง ๆ หลังจากนั้นเราก็จะจัดการกับของที่มีคุณค่าต่อใจเหล่านี้ได้อย่างราบรื่นนั่นเอง

Minimalist

          เป็นอย่างไรบ้างครับการวิธีการจะเป็นชาว Minimalist (มินิมอลลิสม์) และการจัดห้องคอนโดให้มีความเป็นมินิมอล ซึ่งความ “น้อย” แต่ “มาก” ในขั้นตอนเหล่านี้ก็คือการที่เราจัดระเบียบชีวิตและสิ่งของต่างให้เหลือเท่าที่จำเป็นจริง ๆ ให้คงจำนวนที่ “น้อย” ลง แต่ล้วนแล้วเป็นสิ่งที่ “มาก” ด้วยคุณค่าต่อจิตใจและการใช้ประโยชน์ทั้งสิ้น แต่ในแง่มุมของความ Minimalism ของเรายังไม่จบแค่นี้แน่นอน เพราะยังมีความ “น้อย” แต่ “มาก” ในประเด็นอื่น ๆ อีกมากมายที่คอนโดนิวบ์เองก็อยากจะนำมาเสนอให้ผู้อ่านกันครับ และขั้นตอนต่อไปของการเป็น Minimalist จะมีอะไรอีกนั้น รอติดตามเรื่องราวและปัญหาคอนโดดี ๆ ที่เว็บไซต์อสังหาฯ และการลงทุนคอนโดทาง CondoNewb ของเรานะคร ับ

Written by NewbTay