logo

ไฟเบอร์ออฟติก (Fiber Optic) หรือสายใยแก้วนำแสง สายใยที่นำอินเตอร์เน็ตความเร็วสูงไปสุ่ทุกบ้านทุกโครงการให้ลูกบ้านให้ได้ใช้งาน แต่หลายคนก็ยังไม่รู้ว่าแท้จริงแล้วระบบไฟเบอร์ออฟติก (Fiber Optic) หรือสายใยแก้วนำแสงนั้นคืออะไร ทำไมถึงได้เป็นที่นิยมในการใช้งาน แล้วมีข้อเสียหรือไม่ เชื่อเลยว่าหลายคนที่อยากติดตั้งอินเตอร์เน็ตที่คอนโดยังไม่ทราบมาก่อนเลยว่าไฟเบอร์ออฟติก (Fiber Optic) หรือสายใยแก้วนำแสงนั้นเป็นระบบอินเตอร์เน็ตบ้านล้ำสมัยที่ประสิทธิภาพมาก ดังนั้นในบทความนี้เราจะพาผู้อ่านทุกคนไปเจาะลึกกันถึงไฟเบอร์ออฟติก (Fiber Optic) หรือสายใยแก้วนำแสงว่าจริงๆ แล้วมันคืออะไร และไฟเบอร์ออฟติก (Fiber Optic) หรือสายใยแก้วนำแสงมีการทำงานอย่างไรกันแน่

ไฟเบอร์ออฟติก (Fiber Optic) หรือสายใยแก้วนำแสง คืออะไร

สายสัญญาณที่ใช้กับเครือข่ายคอมพิวเตอร์ในปัจจุบันมี 2 ประเภท โดยทั้งสองประเภทนี้ได้มีการแบ่งตามชนิดของตัวนำที่ใช้ โดยประเภทแรกคือ แบบที่ใช้โลหะเป็นตัวนำสัญญาณ (Conductive Metal) โดยได้แก่ สายคู่แบบบิดเกลียว (Twist Pairs) และสายโคแอกซ์ (Coaxial Cable) ซึ่งทั้งสองประเภทนี้มักจะมีปัญหาของสายที่มีตัวนำเป็นโละ โดยปัญหาที่ว่าก็คือสัญญาณที่วิ่งอยู่ภายในสายนั้น อาจจะถูกรบกวนได้โดยเคลื่อนแม่เหล็กไฟฟ้าจากแหล่งต่างๆ ไม่ว่าจะเป็น มอเตอร์ไฟฟ้า เครื่องใช้ฟ้า เครื่องต่างๆ ที่ผลิตสนามแม่เหล็ก หรือแม้กระทั่งกับปรากฎการณ์ธรรมชาติทั่วไป เช่น ฟ้าร้อง หรือว่าฟ้าผ่า เป็นต้น และการเดินสายเป็นระยะทางมที่ค่อนข้างไกลมากๆ เช่น การเดินสายสัญญาณระหว่างประเทศ มักจะมีการสูญเสียของสัญญาณเกิดขึ้น ทำให้จำเป็นต้องใช้อุปกรณ์สำหรับทวนสัญญาณเป็นจำนวนมาก เพราะฉะนั้นจึงได้มีการคิดค้นและพัฒนาสายสัญญาณแบบใหม่ โดยสายสัญญาณแบบใหม่นี้ จะใช้ตัวนำซึ่งไม่ได้เป็นโลหะขึ้นมา เพื่อลบจปัญหาที่เกิดขึ้นจากสายน้ำสัญญาณที่ใช้วัตถุเป็นโลหะ ซึ่งสายสัญญาณที่ว่านี้ก็คือ สายไฟเบอร์ออฟติก (Fiber Optic) หรือสายใยแก้วนำแสงนั่นเอง โดยไฟเบอร์ออฟติก (Fiber Optic) หรือสายใยแก้วนำแสงนี้ จะใช้สัญญาณแสงในการส่งสัญญาณแทนที่จะใช้การส่งสัญญาณด้วยไฟฟ้า ทำให้ในการส่งสัญญาณแต่ละครั้งจะไม่ถูกรบกวนจากสนามแม่เหล็กไฟฟ้าต่างๆ นอกจากนั้นไฟเบอร์ออฟติก (Fiber Optic) หรือสายใยแก้วนำแสงยังมีความคงทนต่อสภาพแวดล้อมทั่วไปอีกด้วย นอกจากนั้นยังมีตัวกลางที่ใช้สำหรับส่งสัญญาณแสงอีกก็คือ เส้นใยแก้ว ซึ่งจะมีขนาดที่เล็กและก็บาง ทำให้สามารถประหยัดพื้นที่ไปได้มาก โดยไฟเบอร์ออฟติก (Fiber Optic) หรือสายใยแก้วนำแสงสามารถส่งสัญญาณไปได้ไกล โดยมีการสูญเสียสัญญาณที่น้อย ทั้งยังให้อัตราข้อมูล (Band Width) ที่สูงมากกว่าสายแบบโลหะหลายเท่าตัว

ไฟเบอร์ออฟติก สัญญาณอินเตอร์เน็ตความแรงสูง

คุณสมบัติ ของสายไฟเบอร์ออฟติก (Fiber Optic) ดีกว่าระบบแบบเก่าอย่างไร

ก่อนที่จะไปทำความเข้าใจว่าคุณสมบัติ ของสายไฟเบอร์ออฟติก (Fiber Optic) นั้นมีอะไรบ้าง ต้องมาทบทวนความรู้เกี่ยวกับระบบอินเตอร์เน็ตในบ้านเราก่อนดีกว่า เพื่อจะได้เข้าใจในคุณสมบัติ ของสายไฟเบอร์ออฟติก (Fiber Optic) อย่างแท้จริงว่ามีการทำงานอย่างไร เหมือนหรือว่าแตกต่างจากระบบการส่งสัญญาณแบบเก่าๆ อย่างไรบ้าง ไปดูกันเลย

ระบบส่งสัญญาณอินเตอร์เน็ต ADSL ผ่านสายโทรศัพท์

ระบบส่งสัญญาณอินเตอร์เน็ต ADSL ผ่านสายโทรศัพท์ เรียกได้ว่าแม้ไม่ใช่ยุคแรกสุดของการเข้ามาของระบบอินเตอร์เน็ต แต่ก็ถือเป็นระบบแรกๆ ที่เป็นที่นิยมในการใช้กัน โดยความเร็วเริ่มต้น 1 Mb ซึ่งระบบส่งสัญญาณอินเตอร์เน็ต ADSL ผ่านสายโทรศัพท์มีผู้ให้บริการหลายบริษัทด้วยกัน โดยการรับส่งสัญญาณอินเตอร์เน็ตในระบบส่งสัญญาณอินเตอร์เน็ต ADSL ผ่านสายโทรศัพท์ จะส่งผ่านมาทางสายโทรศัพท์ ซึ่งหมายความว่าจะต้องมีเบอร์โทรศัพท์ควบคู่กันไป อย่างที่เราจะคุ้นเคยกันดีกับการผูกอินเตอร์เน็ตไว้กับเน็ตบ้าน โดยระบบส่งสัญญาณอินเตอร์เน็ต ADSL ผ่านสายโทรศัพท์จะมาพร้อมกับโมเดม หรือตัวแพร่สัญญาณหรือ Wifi ข้อเสียของระบบส่งสัญญาณอินเตอร์เน็ต ADSL ผ่านสายโทรศัพท์คือ ด้วยความเก่าของโทรศัพท์บ้านที่เป็นตัวรับสัญญาณ มักจะมีความเก่า ส่งผลให้การรับส่งสัญญาณมักจะไม่ค่อยดี

ระบบส่งสัญญาณอินเตอร์เน็ตผ่านอากาศ (Airnet)

ระบบส่งสัญญาณอินเตอร์เน็ตผ่านอากาศ (Airnet) อาจจะไม่เป็นที่คุ้นเคยกันมากนัก โดยระบบการส่งสัญญาณระบบส่งสัญญาณอินเตอร์เน็ตผ่านอากาศ (Airnet) ก็จะทำงานคล้ายๆ กับระบบ wifi โดยข้อดีของระบบส่งสัญญาณอินเตอร์เน็ตผ่านอากาศ (Airnet) คือไม่จำเป็นต้องเดินสายใดๆ ทำให้เหมาะกับการใช้งานในบางพื้นที่ แต่ข้อเสียก็คือถ้าหากมีสิ่งบดบังหรือตึกมาขวาง อาจทำให้สัญญาณอินเตอรืเน็ตไม่เสถียร

ระบบส่งสัญญาณอินเตอร์เน็ตผ่านสายเคเบิลทีวี

ระบบส่งสัญญาณอินเตอร์เน็ตผ่านสายเคเบิลทีวี เป็นที่ระบบที่แทนที่จะไปเชื่อมกับสายโทรศัพท์เหมือนกับระบบส่งสัญญาณอินเตอร์เน็ต ADSL ผ่านสายโทรศัพท์ แต่ก็มาเชื่อมกับสายเคเบิลทีวีแทน ซึ่งหลายคนน่าจะคุ้นเคยกันดีกับระบบแนเตอร์เน็ตบ้านของ true internet ซึ่งมีข้อดีก็คือสัญญาณอินเตอร์เน็ตที่ส่งผ่านระบบส่งสัญญาณอินเตอร์เน็ตผ่านสายเคเบิลทีวี จะมีความเสถียรมากกว่า ระบบส่งสัญญาณอินเตอร์เน็ต ADSL ผ่านสายโทรศัพท์ แต่ข้อเสียก็คือโมเดมที่ใช้รองรับและส่งสัญญาณอินเตอร์เน็ตของระบบส่งสัญญาณอินเตอร์เน็ตผ่านสายเคเบิลทีวี มักจะเป็นแบบเฉพาะของผู้ติดตั้ง ซึ่งหาซื้อเองได้ยาก

ระบบส่งสัญญาณอินเตอร์เน็ตผ่านระบบไฟเบอร์ออฟติก

ระบบส่งสัญญาณอินเตอร์เน็ตผ่านระบบไฟเบอร์ออฟติก ซึ่งเป็นพระเอกที่เรากำลังจะมาพูดถึงในบทความนี้ เป็นการส่งสัญญาณผ่านใยแก้วนำแสง แตกต่างกับระบบการส่งสัญญาณแบบอื่นๆ ที่มีการใช้สายทองแดงในการนำสัญญาณ ซึ่งความเร็วและความเสถียรของสัญญาณนั้นอาจเรียกได้ว่าเป็นความเร็วแสง เนื่องจากระบบส่งสัญญาณอินเตอร์เน็ตผ่านระบบไฟเบอร์ออฟติก เป็นการส่งสัญญาณให้แสงเดินทางผ่านเส้นใยแก้ว คุณสมบัติ ของสายไฟเบอร์ออฟติก (Fiber Optic) เหมาะอย่างมากต่อการใช้งานอินเตอร์เน็ตที่จำเป็นต้องพึ่งพาความเร็วในการรับส่งข้อมูลจำนวนมาก แต่อย่างไรก็ตาม คุณสมบัติ ของสายไฟเบอร์ออฟติก (Fiber Optic) ไม่ได้มีแค่ข้อดีเท่านั้น แต่สายไฟเบอร์ออฟติก (Fiber Optic) ข้อเสีย คือ มีราคาระดับที่แพงมาก จึงไม่เหมาะกับการใช้งานในระดับบ้าน แต่เหมาะกับการใช้งานในหน่วยงานหรือองค์กรที่ต้องใช้อินเตอร์เน็ตในการรับและส่งข้อมูลจำนวนมหาศาลมากกว่า

สายไฟเบอร์ออฟติก (Fiber Optic) ข้อดี

  1. สามารถส่งสัญญาณที่มีการรับข้อมูล (Band Width) กว้างมากได้ ทั้งนี้สามารถส่งข้อมูลไปในสายได้มากกว่า 1o GHx โดยในระบบโทรศัพท์สามารถส่งข้อมูลผ่านสายไฟเบอร์ออฟติก (Fiber Optic) ที่ความเร็ว 4.5 GB/s ซึ่งสามารถรองรับคู่สายได้มากถึง 64,000 เลขหมาย ผ่านการใช้สายไฟเบอร์ออฟติก (Fiber Optic) เพียงแค่เส้นเดียว
  2. สายไฟเบอร์ออฟติก (Fiber Optic) ข้อดี คือมีขนาดเล็กและมีน้ำหนักเบา
  3. สายไฟเบอร์ออฟติก (Fiber Optic) ข้อดี จะไม่เกิดการ Cross talk กันระหว่างคู่สาย
  4. สายไฟเบอร์ออฟติก (Fiber Optic) ข้อดี คือ ปลอดจากผลกระทบที่เกิดจากการรบกวนของคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า
  5. สายไฟเบอร์ออฟติก (Fiber Optic) ข้อดี คือ มีคุณภาพของการส่งสัญญาณที่ดีมาก
  6. สายไฟเบอร์ออฟติก (Fiber Optic) ข้อดี คือสามารถนำไปใช้ในการส่งสัญญาณที่มีความยาวคลื่นต่างกัน ในลักษณะสองทิศทางไปกลับ โดยใช้สายไฟเบอร์ออฟติก (Fiber Optic) เพียงแค่เส้นเดียว โดยเรียกว่า Bi-Directional transmission ซึ่งจะช่วยลดค่าใช้จ่ายได้ถึงครึ่งหนึ่ง

สายไฟเบอร์ออฟติก (Fiber Optic) ข้อเสีย

  1. สายไฟเบอร์ออฟติก (Fiber Optic) ข้อเสีย คือไม่เหมาะกับระบบรับส่งข้อมูลที่มีปริมาณน้อย (Low Band Width) เนื่องจากมีค่าใช้จ่ายสูง
  2. สายไฟเบอร์ออฟติก (Fiber Optic) ข้อเสีย คือสายไฟเบอร์ออฟติก (Fiber Optic) เป็นสายแบบ Non-conductor ทำให้ไม่สามารถนำไฟฟ้าได้
  3. สายไฟเบอร์ออฟติก (Fiber Optic) ข้อเสีย คือต้องติดตั้งอุปกรณ์แปลงสัญญาณ ทั้งด้านที่เป็นตัวส่งสัญญาณและด้านรับสัญญาณ
  4. สายไฟเบอร์ออฟติก (Fiber Optic) ข้อเสีย คือในการติดตั้งจำเป็นต้องใช้ผู้เชี่ยวชาญ เนื่องจากสายไฟเบอร์ออฟติก (Fiber Optic) จะมีความแข็งและเปราะง่าย จึงทำให้เกิดความยากในการเดินสายในสถานที่ต่างๆ

ไฟเบอร์ออฟติก อินเตอร์เน็ตความเร็วสูง

เปรียบเทียบข้อดี ข้อเสีย ของสายไฟเบอร์ออฟติก (Fiber Optic) กับระบบนำส่งสัญญาณรูปแบบอื่น

1. ระบบส่งสัญญาณอินเตอร์เน็ต ADSL ผ่านสายโทรศัพท์

  • ตัวนำสัญญาณ : สายโทรศัพท์
  • ข้อดีของระบบส่งสัญญาณอินเตอร์เน็ต ADSL ผ่านสายโทรศัพท์ : ครอบคลุมการใช้งานอินเตอร์เน็ตในระดับเครัวเรือนหรือในบ้านมากที่สุด เพราะส่วนใหญ่แต่ละบ้านมักจะมีโทรศัพท์บ้านสำหรับใช้ในการเดินสายอินเตอร์เน็ตอยู่แล้ว
  • ข้อเสียของระบบส่งสัญญาณอินเตอร์เน็ต ADSL ผ่านสายโทรศัพท์ : สัญญาณอินเตอร์ที่มีการรับส่งมักมีความไม่เสถียร สูญหายไปตามสภาพเดิมของสายโทรศัพท์บ้าน ทำให้ความเร็วของอินเตอร์เน็ตมีความแปรผันบ่อย

2. ระบบส่งสัญญาณอินเตอร์เน็ต ผ่านอากาศ (Airnet)

  • ตัวนำสัญญาณ : คลื่นวิทยุที่อยู่ในอากาศ
  • ข้อดีของระบบส่งสัญญาณอินเตอร์เน็ต ผ่านอากาศ (Airnet): ไม่จำเป็นต้องดูแลรักษามาก และไม่จำเป็นต้องเดินสายเพื่อติดตั้ง เหมาะสำหรับพื้นที่ที่ไม่สามารถวางสายหรือเดินสายโทรศัพท์ได้
  • ข้อเสียของระบบส่งสัญญาณอินเตอร์เน็ต ผ่านอากาศ (Airnet): สัญญาณมีความผันผวนสูง มักจะไม่เสถียรเมื่อเจอกับสิ่งบดบัง สิ่งกีดขวาง สภาพอากาศแปรปรวน หรืออยู่ในระยะทางที่ห่างจากตัวส่งสัญญาณมากเกินไป ทำให้ในบางเวลาจะไม่สามารถใช้อินเตอร์เน็ตได้เลย

3. ระบบส่งสัญญาณอินเตอร์เน็ต ผ่านสายเคเบิลทีวี

  • ตัวนำสัญญาณ : สายเคเบิลทีวี
  • ข้อดีของระบบส่งสัญญาณอินเตอร์เน็ต ผ่านสายเคเบิลทีวี : อุปกรณ์ในการนำสัญญาณมักเป็นของใหม่ทั้งหมด มีจำนวนลูกค้าร่วมที่ใช้งานไม่เยอะมาก ทำให้สัญญาณอินเตอร์เน็ตที่ถูกใช้ร่วมกันน้อย สัญญาณอินเตอร์เน็ตมีความเสถียรมากกว่าระบบส่งสัญญาณอินเตอร์เน็ตผ่านสายโทรศัพท์มาก
  • ข้อเสียของระบบส่งสัญญาณอินเตอร์เน็ต ผ่านสายเคเบิลทีวี : เนื่องจากผู้ให้บริการยังมีจำกัด ทำให้ตัวเลือกของผู้บริโภคน้อยตามไปด้วย ทำให้ไม่เกิดโปรโมชั่นใหม่ๆ

ไฟเบอร์ออฟติก ในบ้านเรามีเจ้าไหนให้บริการกันบ้าง?

สำหรับใครที่อ่านมาจนถึงตอนนี้ ลองเปรียบเทียบหลายข้อๆ คุณสมบัติ ของสายไฟเบอร์ออฟติก (Fiber Optic) รวมถึงพิจารณาสายไฟเบอร์ออฟติก (Fiber Optic) ข้อดี ข้อเสีย กันมาจนถี่ถ้วนดีแล้ว และสนใจอยากจะลองสัมผัสความเร็วของอินเตอร์เน็ตในระดับความไวแสงจากไฟเบอร์ออฟติก เราก็พร้อมจะจัดให้ โดยเรารวบรวมบริษัทผู้ให้บริการไฟเบอร์ออฟติก ในประเทศไทยมาให้ผู้อ่านทุกคนได้เลือกสรรกันตามใจชอบ ลองมาดูกันเลยว่าแต่ละบริษัทมีโปรโมชั่นหรือข้อเสนออะไรเกี่ยวกับไฟเบอร์ออฟติก

ผู้ให้บริการ ไฟเบอร์ออฟติก มีกี่เจ้า

1. ไฟเบอร์ออฟติก (Fiber Optic) จาก AIS 

เอไอเอส ไฟเบอร์ (AIS Fiber) น่าจะเป็นชื่อเรียกที่เริ่มจะคุ้นหูหลายคนกันมาบ้างแล้ว จากแต่เดิมที่เป็นผู้นำในอินเตอร์เน็ตบ้าน สู่การลงตลาดไฟเบอร์ออฟติก อย่างเต็มตัว ลองมาดูรายละเอียดไฟเบอร์ออฟติก (Fiber Optic) จาก AIS

กันเลย

  • ไฟเบอร์ออฟติก (Fiber Optic) AIS แพ็คเกจความเร็ว 200/200 Mbps ราคา 599 บาทต่อเดือน ลูกค้าเอไอเสรายเดือนราคา 539 บาทต่อเดือน*
  • ไฟเบอร์ออฟติก (Fiber Optic) AIS แพ็คเกจความเร็ว 500/200 Mbps ราคา 799 บาทต่อเดือน ลูกค้าเอไอเสรายเดือนราคา 719 บาทต่อเดือน*
  • ไฟเบอร์ออฟติก (Fiber Optic) AIS แพ็คเกจความเร็ว 500/500Mbps ราคา 899 บาทต่อเดือน ลูกค้าเอไอเสรายเดือนราคา 699 บาทต่อเดือน*
  • ไฟเบอร์ออฟติก (Fiber Optic) AIS แพ็คเกจความเร็ว 1000/200 Mbps ราคา 999 บาทต่อเดือน ลูกค้าเอไอเสรายเดือนราคา 799 บาทต่อเดือน*

ไฟเบอร์ออฟติก (Fiber Optic) AIS ยังแถม Super MESH WiFi Router มูลค่า 3,990 บาท พร้อมด้วยยริการ AIS PLAY เติมเต็มความบันเทิงระดับโลก ผ่านกล่อง AIS PLAYBOX, แพ็คเกจ PLAY FAMILY ฟรีนานถึง 12 เดือน, ไฟเบอร์ออฟติก (Fiber Optic) AIS MAX Speed แรงต่อเนื่อง 10 GB*, ไฟเบอร์ออฟติก (Fiber Optic) AIS รับอินเตอร์เน็ต NEXT G ฟรี!, ไฟเบอร์ออฟติก (Fiber Optic) AIS ไฟเบอร์ออฟติก (Fiber Optic) AIS รับ AIS SUPER WiFi ใช้ไม่อั้นกว่า 1 แสนจุด และ รับสิทธิ์ AIS Serenade Emerald

2. สายไฟเบอร์ออฟติก (Fiber Optic) จาก 3BB  

สายไฟเบอร์ออฟติก (Fiber Optic) 3BB ก็ได้มีบริการพัฒนาสัญญาณอินเตอร์เน็ตแบบ ไฟเบอร์ออฟติก เช่นเดียวกัน ลองมาดูรายละเอียดไฟเบอร์ออฟติก (Fiber Optic) จาก 3BB กันเลย

  • สายไฟเบอร์ออฟติก (Fiber Optic) 3BB แพ็คเกจความเร็ว 10/5 Mbps ราคา 250 บาทต่อเดือน
  • สายไฟเบอร์ออฟติก (Fiber Optic) 3BB แพ็คเกจความเร็ว 50/20 Mbps ราคา 590 บาทต่อเดือน
  • สายไฟเบอร์ออฟติก (Fiber Optic) 3BB แพ็คเกจความเร็ว 100/30 Mbps ราคา 700 บาทต่อเดือน
  • สายไฟเบอร์ออฟติก (Fiber Optic) 3BB แพ็คเกจความเร็ว 105/50 Mbps ราคา 900 บาทต่อเดือน
  • สายไฟเบอร์ออฟติก (Fiber Optic) 3BB แพ็คเกจความเร็ว 200/100 Mbps ราคา 1,200 บาทต่อเดือน

สายไฟเบอร์ออฟติก (Fiber Optic) 3BB รับสิทธิ์ยืมค่าอุปกรณ์มูลค่า 2,200 บาทฟรี!, สายไฟเบอร์ออฟติก (Fiber Optic) 3BB ฟรีค่าติดตั้งมูลค่า 5,000 บาท, สายไฟเบอร์ออฟติก (Fiber Optic) 3BB ฟรีค่าแรกเข้า, สายไฟเบอร์ออฟติก (Fiber Optic) 3BB ชำระครั้งแรกเพียงค่ารายเดือนล่วงห้นา 1 เดือน, สายไฟเบอร์ออฟติก (Fiber Optic) 3BB รับบริการดูหนัง MonoMax บนทุกแพลตฟอร์มยาวนานถึง 6 เดือน, สายไฟเบอร์ออฟติก (Fiber Optic) 3BB เล่นอินเตอร์เน็ตนอกบ้านจาก 3bb WiFi ได้ทั่วประเทศ 80,000 จุด, สายไฟเบอร์ออฟติก (Fiber Optic) 3BB รับสิทธิพิเศษกับส่วนลดร้านค้าที่ร้วมรายการผ่าน 3BB Privilege

3. สายไฟเบอร์ออฟติก (Fiber Optic) จาก ทรู  

สายไฟเบอร์ออฟติก (Fiber Optic) ทรู นับว่าเป็นเจ้าใหญ่ของอินเตอร์เน็ตบ้านอีกหนึ่งเจ้า ทำให้ทรูก็ไม่พลาดที่จะพัฒนาไฟเบอร์ออฟติก ให้เทียบชั้นคู่แข่ง ลองมาดูรายละเอียดไฟเบอร์ออฟติก (Fiber Optic) จาก ทรู กันเลย

  • สายไฟเบอร์ออฟติก (Fiber Optic) ทรู แพ็คเกจความเร็ว 200/200 Mbps ราคา 599 บาทต่อเดือน
  • สายไฟเบอร์ออฟติก (Fiber Optic) ทรู แพ็คเกจความเร็ว 500/200 Mbps ราคา 799 บาทต่อเดือน
  • สายไฟเบอร์ออฟติก (Fiber Optic) ทรู แพ็คเกจความเร็ว 1,000/200 Mbps ราคา 899 บาทต่อเดือน
  • สายไฟเบอร์ออฟติก (Fiber Optic) ทรู แพ็คเกจความเร็ว 1,000/500 Mbps ราคา 1,599 บาทต่อเดือน

สายไฟเบอร์ออฟติก (Fiber Optic) ทรู ฟรี TrueID นาน 12, สายไฟเบอร์ออฟติก (Fiber Optic) ทรู ฟรีสิทธิ์ยืม WiFi Router 2.4/5G 6 เสา, สายไฟเบอร์ออฟติก (Fiber Optic) ทรู ฟรีกล่อง TrueID TV, สายไฟเบอร์ออฟติก (Fiber Optic) ทรู ฟรีแพ็คเกจ Enjoy HD

โครงสร้างของไฟเบอร์ออฟติก (Fiber Optic) และ คุณสมบัติ ของสายไฟเบอร์ออฟติก (Fiber Optic)

สำหรับไฟเบอร์ออฟติก (Fiber Optic) หรือสายใยแก้วนำแสง มีส่วนประกอบที่สำคัญก็คือ ส่วนที่เป็นแกน (Core) ซึ่งจะอยู่ตรงกลางหรือชั้นใน แล้วหุ้มด้วยส่วนห่อหุ้ม (Cladding) แล้วก็จะถูกหุ้มด้วยส่วนป้องกัน (Coating) อีกชั้นหนึ่ง โดยที่แต่ละส่วนนั้นทำด้วยวัสดุที่มีค่าดัชนีการหักเหของแสงที่มีความแตกต่างกัน ทั้งนี้ก็เพราะว่าต้องมีการคำนึงถึงหลักการหักเหและแสงสะท้อนกลับหมดของแสง โดยส่วนที่เหลือของโครงสร้างของไฟเบอร์ออฟติก (Fiber Optic) หรือสายใยแก้วนำแสงจะเป็นส่วนที่ช่วยในการติดตั้งสายสัญญาณได้ง่ายขึ้น ไม่ว่าจะเป็น Strengthening Fiber ซึ่งเป็นส่วนที่ป้องกันไม่ได้สายไฟเบอร์ออฟติก (Fiber Optic) หรือสายใยแก้วนำแสงขาด เมื่อมีการดึงสายในตอนที่ได้ทำการติดตั้งสัญญาณ ว่าแล้วก็ลองมาเจาะโครงสร้างและองค์ประกอบของไฟเบอร์ออฟติก (Fiber Optic) หรือสายใยแก้วนำแสงในแต่ละส่วนกันแบบละเอียดเลย

ไฟเบอร์ออฟติก (Fiber Optic) หรือสายใยแก้วนำแสง ในส่วนแกน (Core)

  ไฟเบอร์ออฟติก (Fiber Optic) หรือสายใยแก้วนำแสงในส่วนแกน (Core) เป็นส่วนตรงของกลางไฟเบอร์ออฟติก (Fiber Optic) หรือสายใยแก้วนำแสง และเป็นส่วนสำคัญที่ทำหน้าที่ในการนำแสง โดยที่ดัชนีหักเหของแสงในส่วนนี้ จะต้องมากกว่าส่วนของแคลด (Cladding) หรือว่าส่วนห่อหุ้มนั่นเอง โดยลำแสงที่ผ่สนไปในแกน จะถูกขังหรือเคลื่อนที่ไปตามแกนของไฟเบอร์ออฟติก (Fiber Optic) หรือสายใยแก้วนำแสงด้วยกระบวนการสะท้อนกลับหมดภายใน

ไฟเบอร์ออฟติก (Fiber Optic) หรือสายใยแก้วนำแสง ในส่วนห่อหุ้ม (Cladding)

ไฟเบอร์ออฟติก (Fiber Optic) หรือสายใยแก้วนำแสง ในส่วนห่อหุ้ม (Cladding) เป็นส่วนที่ห่อหุ้มบางส่วนของแกน (Core) เอาไว้ โดยในส่วนห่อหุ้มตรงนี้ จะมีดัชนีการหักเหของแสงที่น้อยกว่าส่วนของแกน ทั้งนี้ก็เพื่อให้แสงที่เดินทางภายในแกน สามารถสะท้อนอยู่ภายในแกนตามกฎของการสะท้อนด้วยการสะท้อนกลับหมด โดยใช้หลักของมุมวิกฤต ซึ่งอ่านแล้วอาจจะงงๆ แต่ก็เอาเป็นว่า ในทั้งสองส่วนที่กล่าวมาข้างต้นนี้ ทำงานโดยให้การเดินทางของแสง สามารถเป็นไปโดยกฎของแสงและการสะท้อนของแสงนั่นเอง

ไฟเบอร์ออฟติก (Fiber Optic) หรือสายใยแก้วนำแสง ในส่วนป้องกัน (Coating / Buffer)

ไฟเบอร์ออฟติก (Fiber Optic) หรือสายใยแก้วนำแสง ในส่วนป้องกัน (Coating / Buffer) เป็นชั้นองค์ประกอบของไฟเบอร์ออฟติก (Fiber Optic) หรือสายใยแก้วนำแสงที่ต่อจากส่วนห่อหุ้ม (Cladding) ทำหน้าที่กันแสงจากภายนอกไม่ให้เข้าไปในไฟเบอร์ออฟติก (Fiber Optic) หรือสายใยแก้วนำแสง และยังใช้ประโยชน์เมื่อมีการเชื่อมต่อไฟเบอร์ออฟติก (Fiber Optic) หรือสายใยแก้วนำแสง โครงสร้างอาจจะประกอบไปด้วยชั้นของพลาสติกเข้าด้วยกันหลายๆ ชั้น นอกจากนั้นในส่วนป้องกันส่วนนี้ ยังทำหน้าที่เป็นตัวป้องกันจากแรงกระทำจากภายนอกอีกด้วย ยกตัวอย่างเช่น ค่าดัชนีหักเห เช่น แกนมีค่าดัชนีหักเหประมาณ 1.48 ของส่วนห่อหุ้มและส่วนป้องกัน ซึ่งจะทำหน้าที่ป้องกันแสงจากแกนออกไปภายนอก และทำหน้าที่ป้องกันแสงจากภายนอกไม่ให้เข้ามารบกวน

ไฟเบอร์ออฟติก (Fiber Optic) หรือสายใยแก้วนำแสง ในส่วนคลื่นแสง

ตัวประกอบสำคัญที่ทำหน้าที่ในการส่งสัญญานคือ ไฟเบอร์ออฟติก (Fiber Optic) หรือสายใยแก้วนำแสง โดยทำจากใยแก้วขนาดเล็ก โดยจะประกอบด้วย 2 ส่วนหลักคือ แกนหรือคอร์ (Core) แบะถูกห่อหุ้มด้วย Cladding แสงที่เป็นตัวนำสัญญาณ จะถูกส่งเข้าไปในแกน เนื่องจากส่วนแกนและส่วนห่อหุ้ม จะมีค่าดัชนีหักเหของแสงที่ไม่เท่ากัน ทำให้แสงที่กระทบกับผิวของส่วนห่อหุ้มสะท้อนกลับหมด (Total Reflection) โดยจะให้แสงเดินทางเฉพาะส่วนที่เป็นแกไปจนถึงปลายทาง การเดินทางของแสงในไฟเบอร์ออฟติก (Fiber Optic) หรือสายใยแก้วนำแสงจะเป็นไปตามกฎการส่งสัญญาณของแสง (Principle of the transmission) โดยแสงที่ถูกส่งเข้าไปในไฟเบอร์ออฟติก (Fiber Optic) หรือสายใยแก้วนำแสงด้วยมุมตกกระทบที่ต่างกัน จะไม่เดินทางแนวเดียวกัน แสงที่ส่องตรงไปยังศูนย์กลางของใยแก้ว จะเดินทางในรูปแบบที่เกือบจะเป็นเส้นตรง ส่วนแสงที่ส่องด้วยมุมตกกระทบที่ใหญ่ หรือส่องไปยังเปลือกนอกของแกน จะเดินทางตามแนวยาวกว่าจากต้นสายไปยังปลายสาย ดังนั้นจึงทำให้การเดินทางค่อนข้างช้า แนวที่แสงเดินทางในใยแก้ว เราจะเรียกว่า “โหมด (Mode)” โดยเมื่อแสงเดินทางในไฟเบอร์จะเกิดการสูญเสียพลังงาน

ไฟเบอร์ออฟติก สัญญาณอินเตอร์เน็ตเหมาะกับครอบครัว

การสูญเสียพลังงาน (Attenuation) ของไฟเบอร์ออฟติก (Fiber Optic) เกิดจากหลายสาเหตุ ดังนี้

การดูดกลืนแสง (Light Absorption) 

การดูดกลืนแสง (Light Absorption) หมายถึงการที่แสงเปลี่ยนจากพลังงานแสงไปเป็นพลังงานความร้อน โดยการดูดกลืนแสงนี้ จะขึ้นอยู่กับคุณสมบัติของสายไฟเบอร์ โดยมักจะแบ่งออกได้จาก 2 สาเหตุ ได้แก่ สาเหตุแรกเกิดจาก อินทรินสิก (Intrinsic) คือ เกิดจากเนื้อสารที่ใช้ทำสายไฟเบอร์ออฟติก (Fiber Optic) หรือสายใยแก้วนำแสง และสาเหตุที่สองเรียกว่า เอ็กส์ทรินสิก (Extrinsic) ซึ่งเกืดจากความไม่บริสุทธิ์ของสายไฟเบอร์ออฟติก (Fiber Optic) หรือสายใยแก้วนำแสง เช่น มีโมเลกุล OH ซึ่งจะมีผลมากในส่วนของความยาวคลื่นแดง โดยการสูญเสียพลังงานของไฟเบอร์ออฟติก (Fiber Optic) หรือสายใยแก้วนำแสง ที่มาจากสาเหตุแบบ เอ็กส์ทรินสิก (Extrinsic) จะมีค่าน้อยมากสำหรับสายไฟเบอร์ที่ใช้ในปัจจุบัน

การแตกกระจายของแสง (Raylight Scrattering)

การแตกกระจายของแสง (Raylight Scrattering) ก็มีผลต่อการสูญเสียพลังงานของแสงเช่นกัน โดยการแตกกระจายของแสงมักจะเกิดจากการที่โปรตรอนของแสง วิ่งไปชนกับโมเลกุลของสายไฟเบอร์ ทำให้แสงเกิดแตกกระจายไปทุกทิศทาง ซึ่งบางส่วนอาจจะเดินทางออกนอกคอร์ของสายไฟเบอร์ หรืออาจจะมีบางส่วนที่สะท้อนกลับก็ได้

สายไฟเบอร์โค้งงอ (Bending Loss)

สายไฟเบอร์โค้งงอ (Bending Loss) จะทำให้แสงบางส่วนหลุดออกจากส่วนของแกนของไฟเบอร์ออฟติก (Fiber Optic) หรือสายใยแก้วนำแสง ตัวอย่างเช่น สายแบบซิงเกิลโหมดอาจจะโค้งงอได้โดยต้องมีรัศมีไม่เกิน 10 เซนติเมตร ถ้าการโค้งงอมากกว่านี้ การสูญเสียของสัญญาณจะเพิ่มขึ้นเป็นค่าแบบทวีคูณ รัศมีของการโค้งงอของสายไฟเบอร์ออฟติก (Fiber Optic) หรือสายใยแก้วนำแสงจะขึ้นอยู่กับการออกแบบสายไฟเบอร์และความยาวของคลื่นแสงที่ใช้

ค่าของสูญเสียพลังงาน (Attenuation) สำหรับความยาวคลื่นแสงที่ใช้ จะคำนวณได้จากอัตราส่วนระหว่างกำลังของสัญญาณแสงที่ส่องเข้าไปใน ไฟเบอร์ออฟติก (Fiber Optic) กับกำลังของสัญญาณแสงที่ได้รับที่ปลายสาย ซึ่งค่านี้จะแสดงในหน่วยเดซิเบล (Decibel หรือ dB) โดยการวัดค่าการสูญเสียพลังงานของแสงนี้ ต้องรวมค่าสูญเสียจากทุกๆ สาเหตุเข้าด้วยกัน

นอกจากค่าของสูญเสียพลังงาน (Attenuation) ยังมีอีกสาเหตุหนึ่งที่ส่งผลโดยตรงต่อการส่งสัญญาณ นั่นก็คือ การแยกกระจาย (Dispersion) ซึ่งจะทำให้อัตราข้อมูล (Band Width) ของช่องสัญญาณลดลง โดยการแยกกระจาย (Attenuation) มีด้วยกันหลายประเภท แต่ประเภทหลักๆ มีดังนี้

  • Model Dispersion : เมื่อแสงที่มีความยาวคลื่นสั้นถูกส่องเข้าไปในใยแก้วของไฟเบอร์ออฟติก พลังงานของแสงจะไม่ถูกส่งไปถึงสายทั้งหมด เนื่องจากแสงที่ส่องเข้าแจะเดินทางในใยแก้วไฟเบอร์ออฟติก หลายแนว หรือหลายโฆมด ซึ่งแสงแต่ละโหมดจะแบ่งพลังงานกัน โดยบางโหมดก็อาจจะเดินทางโดยใช้เวลาที่ยาวนานกว่าโหมดอื่น ทำให้พลังงานของแสงที่ปลายสายลดลง
  • Chromatic Dispersion : แสงที่ส่งเข้าไปในสาย จะประกอบด้วยสเปกตรัมเล็กๆ ของความยาวคบื่นแสง ด้วยเหตุนี้แสงจึงเดินทางด้วยความเร็วที่ต่างกัน เนื่องจากความเร็วของแสง จะขึ้นอยู่กับค่าดัชนีหักเหของแสง ความยาวของคลื่นแสงก็เช่นเดียวกัน การแบ่งประเภทของสายไฟเบอร์ออฟติกนั้น จะใช้โมเดลดิสเปอ์ชั่นเป็นเกณฑ์คือ สายไฟเบอร์ออฟติกประเภทที่โมเดลดิสเผอร์ชั่นมีผล (มัลติโหมด) และสายไฟเบอร์ออฟติกประเภทที่ไม่แสดงโมเดลดิสเปอร์ชั่น (ซิงเกิลโหมด)
  • สายไฟเบอร์ออฟติกแบบมัลติโหมด จะมีขนาดของแกนที่ใหญ่กว่ามาก โดยประมาณถึง 50-100 ไมครอน ซึ่งอนุญาตให้แสงหลายแนวหรือหลายโหมดผ่านได้
  • สายไฟเบอร์ออฟติกแบบซิงเกิลโหมด มีขนาดประมาณ 5 – 10 ไมครอน อนุญาตให้แสดงโหมดเดียวผ่านได้เท่านั้น ซึ่งจะทำให้การแตกกระจายของสัญญาณลดลงได้มาก

ประเภทของไฟเบอร์ออฟติก (Fiber Optic) หรือสายใยแก้วนำแสง

ต้องบอกว่าภายในไฟเบอร์ออฟติก (Fiber Optic) หรือสายใยแก้วนำแสงนั้น จำนวนลำแสงที่เดินทางหรือเกิดขึ้น จะเป็นตัวที่บอกโหมดของแสงที่เดินทางภายในเส้นใยแก้วนำแสงนั้น กล่าวก็คือ ถ้ามีแนวลำแสงอยู่แนวเดียวเรียกว่า เส้นใยแก้วนำแสงโหมดเดียว (Singlemode Fiber) แต่ถ้าภายในเส้นใยแก้วนำแสงนั้นมีแนวลำแสงอยู่จำนวนหลายแสง จะเรียกว่า เส้นใยแก้วนำแสงหลายโหมด (Multimode Fiber) นอกจากการแบ่งชนิดใยแก้วนพแสงตามลักษณะของโหมดแล้ว ก็ยังมีวิธีอื่นที่แบ่งโดยวัสดุที่ทำ เช่น เส้นใยที่ทำจากแก้วพลาสติกหรือโพลิเมอร์

ไฟเบอร์ออฟติก หรือ เส้นใยแก้วนำแสงแบบหลายโหมด (Multimode Fiber Optic : MMF)

 สายไฟเบอร์แบบมัลติโหมด (Multimode Fiber Optic : MMF) เป็นสายไฟเบอร์ที่นิยมใช้งานในระบบแลน (LAN) มากที่สุด โครงสร้างภายในของไฟเบอร์ออฟติก หรือ เส้นใยแก้วนำแสงแบบหลายโหมด (Multimode Fiber Optic : MMF) จะประกอบไปด้วย แกนและส่วนห่อหุ้ม ดังที่ได้กล่าวมาแล้วข้างต้น สำหรับไฟเบอร์ออฟติก หรือ เส้นใยแก้วนำแสงแบบหลายโหมด (Multimode Fiber Optic : MMF) ประเภทที่นิยมกันมากที่สุด มีขนาดเส้นผ่าศูนย์กลางของแกน 62.5 ไมครอน และส่วนห่อหุ้มมีเส้นผ่าศูนย์กลาง 125 ไมครอย ซึ่งส่วนใหญ่จะเรียกสายไฟเบอร์ออฟติก หรือ เส้นใยแก้วนำแสงแบบหลายโหมด (Multimode Fiber Optic : MMF) ประเภทนี้แบบสั้นๆ ว่า 62.5 / 125 MMF ส่วนสายไฟเบอร์ขนาดอื่นที่นิยมรองลงมาคือ 50/125 MMF

โดยขนาดของแกนสายมัลติโหมด จะมีขนาดใหญ่กว่าสายแบบซิงเกิลโหมด สายไฟเบอร์แบบมั่ลติโหมดนี้ ยังแบ่งย่อยได้อีกตามลักษณะของดัชนีหักเหของส่วนที่เป็นแกนและส่วนห่อหุ่ม เช่น ใยแก้วนำแสงชนิดดัชนีขั้นบันได (Step index) และดัชนีรูปมน (Graded Index) เป็นต้น เนื่องจากขนาดเส้นผ่าศูนย์กลสงของแกนของเส้นใยแก้วนำแสงหลายโหมดนั้นมีขนาดใหญ่ ดังนั้นแสงที่ตกกระทบที่ปลายส่งของเส้นใยแก้วนำแสง มีมุมตกกระทบที่ต่างกันหลายค่า จากหลักการสะท้อนกลับหมดของแสงที่เกิดขึ้นภายในส่วนของแกนที่ทำให้มีแนวลำแสงที่เกิดขึ้นหลายแนว ซึ่งแนวการเดินทางของแสงจะนิยมเรียกว่า โหมด ดังนั้นคำว่า มัลติโหมด (Multimode) จึงหมายถึงเส้นใยแก้วที่อนุญาตให้แสงเดินทางผ่านหลายแนวนั่นเอง

และเนื่องจากมุมตกกระทบของโหมดแสงบนผิวระหว่างแกนและส่วนห่อหุ้มนั้นไม่เท่ากัน ทำให้ระยะการเดินทางของแสงแต่ละโหมดจากต้นสายไปยังปลายสายจึงไม่เท่ากัน ซึ่งเหตุการณ์นี้จะเรียกว่าการแตกกระจายของโหมดแสง (Model Dispertion) วึ่งเหตุการณ์นี้จะมีผลกระทบต่อประสิทธิภาพในการรับสัญญาณที่ปลายสาย ทำให้มการพัฒนาไฟเบอร์ออฟติก หรือ เส้นใยแก้วนำแสงแบบดัชนีรูปมน (Graded Index) ขึ้นมาเพื่อแก้ปัญหานี้ สายไฟเบอร์ออฟติก แบบ Graded Index ของแสงในส่วนแกนนี้ มีค่าเปลี่ยนแปลงตามระยะทางจากจุดกลาง ทำให้ระยะเดินทางของแสงแต่ละโหมดมีค่าใกล้เคียงกันมากขึ้น

ไฟเบอร์ออฟติก หรือ เส้นใยแก้วนำแสงแบบโหมดเดียว (Singlemode Fiber Optic : SMF)

สายไฟเบอร์แบบซิงเกิลโหมด (Singlemode Fiber Optic : SMF) มีเส้นใยแก้วส่วนแกนในขนาดที่เล็กกว่าสายแบบมัลติโหมด โดยจะมีขนาดเส้นผ่าศูนย์กลางของแกนประมาณ 8 – 10 ไมครอน และส่วนที่เป็นส่วนห่อหุ้มประมาณ 125 ไมครอน สายไฟเบอร์แบบซิงเกิลโหมด (Singlemode Fiber Optic : SMF) จะอนุญาตให้แสงเดินทางเพียงแนวเดียว ซึ่งเป็นที่มาของคำว่า ซิงเกิลโหมด (Singlemode Fiber Optic : SMF) โดยข้อดีของเส้นใยแก้วนำแสงชนิด ซิงเกิลโหมด (Singlemode Fiber Optic : SMF) คือแสงจะไม่เกิดการแตกกระจาย (Model Dispersion) ซึ่งเกิดขึ้นกับเส้นใยแสงหลายชนิดแบบมัลติโหมด ดังนั้นจึงทำให้การรับสัญญาณที่ปลายสายดีกว่า และสามารถส่งสัญญาณไปได้ไกลกว่า

การเชื่อมต่อสายไฟเบอร์ออฟติก (Fiber Optic) หรือสายใยแก้วนำแสง

การส่งสัญญาณแสงไปในสายไฟเบอร์ออฟติก (Fiber Optic) หรือสายใยแก้วนำแสง จะต้องทำการแปลงสัญญาณไฟฟ้าจากอุปกรณ์กำเนิดสัญญาณ ให้เป็นสัญญาณแสงก่อน จึงจะสามารถส่งสัญญารผ่านไปในไฟเบอร์ออฟติก (Fiber Optic) หรือสายใยแก้วนำแสงได้ ระบบสื่อสารไฟเบอร์ออฟติก (Fiber Optic) หรือสายใยแก้วนำแสงโดยทั่วไปจะต้องมีการเชื่อมต่อในส่วนของใยแก้วนำแสงเสมอ โดยการเชื่อมต่อสายใยแก้วนำแสงนั้น อาจมีคการคลาดเคลื่อน ซึ่งทำให้เกิดการสูญเสียสัญญาณได้ จากลักษณะต่างๆ ของใยแก้ว เช่น จากการที่ตำแหน่งของแกนวางไม่ตรงกัน หรือการมีระยะห่างระหว่างแกน เป็นต้น จึงได้มีการคิดค้นวิธีการต่างๆ ที่นำมาใช้เชื่อมต่อเส้นใยแก้วนำแสงเพื่อให้มีการสูญเสียน้อยที่สุด โดยการเชื่อมต่อไฟเบอร์ออฟติก (Fiber Optic) หรือสายใยแก้วนำแสงมีหลายวิธี ซึ่งการที่จะเลือกใช้วิธีใดก็แล้วแต่ความเหมาะสมกับงานต่างๆ ที่ต้องการติดตั้งในระบบสื่อสาร หรือเครื่องข่ายการสื่อสาร โดยจะมีรูปการณ์ติดตั้งตามรายละเอียดต่อไปนี้

การเชื่อมต่อเชิงกล (Mechanical Splice)

หลักการทั่วไปของการเชื่อมต่อไฟเบอร์ออฟติก (Fiber Optic) หรือสายใยแก้วนำแสงเชิงกลก็คือ การวางเส้นใยแก้วนำแสงให้อยู่ในแนวแกนเดียวกัน โดยใช้อุปกรณ์ที่เหมาะสม และพยายามทำให้ปลายทั้งสองของเส้นใยแก้วนำแสงอยู่ชดกันมากที่สุก ซึ่งการออกแบบอุปกรณ์ต่างๆ ในการเชื่อมต่อนี้ จะช่วยลดการสูญเสียของแสงเนื่องจากการติดตั้ง และการเบี่ยงเบนในแนวต่างๆ ลง ตัวอย่างเช่น การที่จะส่งผ่านสัญญาณแสงจากเส้นใยแก้วเส้นหนึ่ง ไปยังอีกเส้นหนึ่งให้มีการสูญเสียน้อยที่สุด ตรงรอยต่อระหว่างเส้นใยแก้วทั้งสองอาจมีการใช้เจเชื่อมต่อด้วย (index Matching Gel) เป็นของเหลวใสที่มีค่าดัชนีหักเหใกล้เคียงกับค่าดัชนีของเส้นใยแก้วนำแสง การเชื่อมต่อวิธีนี้อาจทำให้เกิดการสูญเสียสัญญาณอยู่ในช่วง 0.1 – 0.5 เดซิเบล

การเชื่อมต่อด้วยวิธีหลอมรวม

การเชื่อมต่อไฟเบอร์ออฟติก (Fiber Optic) หรือสายใยแก้วนำแสงด้วยวิธีหลอมรวม เป็นวิธีการเชื่อมต่อเส้นใยแก้ว โดยการนำแสงสองเส้นด้วยการให้ความร้อนปลายเส้นใยแก้ว จากนั้นปลายเส้นใยแก้วจะถูกดันมาเชื่อมต่อกัน การเชื่อมต่อในลักษณะนี้เป็นการเชื่อมต่อแบบถาวร เส้นใยแก้วนำแสงที่เชื่อมต่อกันแล้วดูเสมือนว่าเป็นเส้นเดียวกัน การสูญเสียที่เกิดจากการเชื่อมต่อด้วยวิธีนี้ จะมีค่าอยู่ระหว่าง 0.01 – 0.2 เดซิเบล สำหรับการเชื่อมต่อแบบหลอมรวมแบบเดิม จะมีกาปรับตำแหน่งการวางตัวของเส้นใยแก้วนำแสง 2 เส้น อาสัยวิธีการปรับฐานรองด้วยการสังเกตผ่านกล้องขยาย แต่ในปัจจุบันมีการใช้วิธีการปรับทางแสงมาช่วยในการจัดวางดังกล่าว ทั้งนี้เพื่อให้การดำเนินการเป็นไปอย่างอัตโนมัติ วิธีการนี้มีชื่อว่า แอลไอดี (Light Injection and Detection, LID) โดยอาสัยหลักการตรวจวัดปริมาณแสงที่ได้จากเส้นใยแก้วนำแสงเส้นที่สอง ซึ่งส่งผ่านมาจากเส้นใยแก้วเส้นที่หนึ่ง ถ้าพบว่าการวางตัวของเส้นใยแก้วทั้งสอง อยู่ในตำแหน่งทีเหมาะสม ปริมาณแสงที่ตรวจวัดได้จะให้ค่ามากที่สุด หมายความว่าพร้อมที่จะทำการหลอมรวม แสงที่ใช้ในการตรวจสอบมาจากการส่งผ่านแสงของ LID เข้าไปในบริเวณที่เส้นใยแก้วถูกทำให้โค้ง โดยท่อทรงกระบอกซึ่งมีรัศมีเล็ก (ประมาณ 2-3 มิลลิเมตร) และการตรวจวัดแสงก็อาศัยอุปกรณ์รับแสง ซึ่งจะวางชิดกับบริเวณที่ถูกทำให้โค้งของเส้นใยแก้วนำแสง วิธีการตรวจวัดแสงดังกล่าว อาศัยคุณสมบัติของใยแก้วนำแสงเกี่ยวกับการโค้งงอของเส้นใยแก้วที่ทำให้เกิดการสูญเสียขึ้น

เรียกได้ว่าอ่านเรื่องของไฟเบอร์ออฟติก (Fiber Optic) กันแบบถึงพริกถึงขิงกันเลยทีเดียว สำหรับใครที่อยากสัมผัสความเร็วระดับเทพอย่างความเร็วแสง อย่าลืมไปสอบถามผู้ให้บริการไฟเบอร์ออฟติก (Fiber Optic) ใกล้บ้านคุณกันได้เลย ! สำหรับเรื่องราวน่ารู้เกี่ยวกับคอนโดมิเนียม เรายังมีอัพเดทให้เพื่อน ๆ อยู่เสมอ อย่าลืมติดตามกันที่เว็บไซต์อสังหาฯ และการลงทุนคอนโดของเรานะค่ะ