logo

          อย่างที่ทราบกันดีว่าเมืองหลวงของประเทศไทยอย่างกรุงเทพมหานครนั้น ถูกเรียกว่า “เมืองอกแตก” เพราะมีแม่น้ำสายหลักอย่างแม่น้ำเจ้าพระยาพาดผ่านบริเวณกลางเมืองอย่างพอดิบพอดี ซึ่งนั่นทำให้อสังหาริมทรัพย์ ประเภทที่พักอาศัยในระดับ Laxury Class ทั้งหลาย คอนโดริมน้ำ ต่างเลือกที่จะจับจองทำเลเหล่านี้ เพื่อให้ลูกบ้านของตนเองได้วิวเมืองพร้อมแม่น้ำที่ดีที่สุด ซึ่งแน่นอนว่าโครงการระดับนี้ ต่างก็ต้องสร้างตึกสูงเพื่อให้เกิดความโดดเด่นและได้จำนวนยูนิตที่สัมพันธ์กับราคาขาย 

          แล้วทีนี้โดยธรรมชาติแล้ว ดินที่อยู่ริมตลิ่ง ริมแม่น้ำ แน่นอนว่าต้องมีความอ่อนตัวและไม่มั่งคง แล้วทีนี้บางคนก็จะเกิดคำถามตามมาว่า การสร้างตึกที่สูงเป็นร้อยเมตรอย่างเช่น โครงการ Magnolias Waterfront Residences ที่ IconSiam( 316 เมตร) , Four Seasons Bangkok & Capella Hotel ถนนเจริญกรุง (301 เมตร) , The River Tower A ติดกับสะพานตากสิน (256 เมตร) หรือ The Pano ริมถนนพระรามที่ 3 (220 เมตร) นั้น ตัวอาคารที่ถูกก่อสร้างจะมีความมั่นคงมากน้อยแค่ไหน ในอนาคตตัวอาคารจะได้รับผลกระทบอะไรไหม หรือหากเกิดแผ่นดินไหว จะเป็นอันตรายหรือเปล่า วันนี้ Condonewb มีคำตอบมาให้กับทุกท่านครับ

ก่อนอื่นเลย เรามาทำความรู้จักกับโครงสร้างของชั้นดินในกรุงเทพมหานครกันก่อนนะครับ

          โครงสร้างของชั้นดินเหนียวในกรุงเทพฯ หรือ ที่ฝรั่งเรียกกันว่า BANGKOK CLAY คือ ดินเหนียวอ่อนที่ตกตะกอนอยู่บริเวณปากแม่น้ํา โดยลักษณะการเกิดของดินเหนียวอ่อนบริเวณปากแม่น้ำนั้น เม็ดดินจะถูกพัดจากแม่น้ำลงสู่ทะเล และน้ำทะเลก็จะหนุนกลับเข้ามาตกตะกอน ทําให้ชั้นดินเหนียวอ่อนนั้นมีทั้งแบบตกตะกอนในแม่น้ําและในทะเล ซึ่งเป็นลักษณะการเกิดของดินเหนียวอ่อนบริเวณลุ่มแม่น้ําเจ้าพระยาตอนล่างหรือที่เรียกว่าดินเหนียวกรุงเทพ (Bangkok Clay) โดยมีลักษณะเป็นชั้นดินเหนียวอ่อนหนาประมาณ 10-15 เมตร ชั้นถัดไปจะเป็นชั้นดินเหนียวแข็งและชั้นทรายสลับกันไป

สร้างตึกริมน้ำอย่างไร

สภาพชั้นดินของกรุงเทพ

 สำหรับการสร้างอาคารสูงนั้น สภาพชั้นดินเป็นสิ่งที่ต้องคำนวนและวางแผนกันให้ดี เพราะมีผลต่อการลงความลึกของเสาเข็ม โดยสามารถแยกประเภทของดินและอาคารที่สามารถสร้างได้บนพื้นผิว ดังนี้

  • ดินเหนียวอ่อน หรือ ดินชั้นบนของ Bangkok Clay 

    มีความหนาประมาณ 12 – 15 เมตร. ไม่สามารถรับน้ำหนักของสิ่งก่อสร้างขนาใดหญ่ได้

  • ดินเหนียวแข็ง หรือ Stiff Clay

    เป็นชั้นที่โดยทั่วไปแล้วจะต้องวางเสาเข็มมาที่ชั้นนี้ไปจนถึงชั้นทรายชั้นที่ 1 มีคความลุกประมาณ 19 – 27 เมตร

  • ดินเหนียวแข็งมาก Hard Clay หรือ ชั้นทรายชั้นที่ 2

    พบได้ในความลึกตั้งแต่ 38 – 49 เมตร ในชั้นนี้จะสามารถรับสิ่งก่อสร้างที่มีน้ำหนักมากได้ เช่น อาคารสูงตั้งแต่ 20 ชั้นขึ้นไป

  • ชั้นทรายชั้นที่3

    พบได้ในความลึกตั้งแต่ 55 เมตรเป็นต้นไป สำหรับอาคารที่ต้องเจาะความลึกมาจนถึงชั้นนี้ จะมีความสูงตั้งแต่ 25 ชั้นขึ้นไป

          และแน่นอนว่า คอนโดริมน้ำที่มีการกล่าวถึงไปในข้างต้น จะมีการเจาะเสาเข็มลึกลงไปเกิน 50 เมตรแน่นอน ฉะนั้นจึงทำให้ตัวเสาเข็มฝังลงไปอยู่ในชั้นดินที่แข็งที่สุด จึงไม่ต้องเป็นกังวลในเรื่องของการยุบตัวเนื่องจากผิวดินอ่อน ดังภาพกราฟฟิคที่คอนโดนิวบ์ได้ทำไว้ให้ชาวนิวบ์ได้ดูนั่นเองครับ