logo

 เงินกู้ธนาคาร สินเชื่อที่จะต้องรู้จักให้ดีก่อนที่คุณจะไปทำการขอกู้สินเชื่อ เพราะถ้าหากคุณไม่สนใจศึกษา หรือเรียนรู้เรื่องหลักการทำงานของการขอเงินกู้ธนาคาร สุดท้ายแล้ว คุณอาจเป็นหนี้ท่วมหัว เพราะไม่เข้าระบบการเงินดอกเบี้ย และการผ่อนชำระกับทางธนาคารนั่นเอง แต่หากคุณไม่อยากที่จะเป็นแบบนั้น เราอยากให้คุณได้อ่านบทความนี้ให้จบเสียก่อน เพราะในวันนี้เราได้นำรายละเอียดวิธีการขอเงินกู้ธนาคาร พร้อมกับคำแนะนำเกี่ยวกับเรื่องสินเชื่อบุคคล มาฝากกันค่ะ พร้อมแล้วตามเรามาได้เลย

. . . . . . . . . .

สินเชื่อส่วนบุคคล คืออะไร

 สินเชื่อส่วนบุคคล หรือที่เรียกกันง่าย ๆ ว่า เงินกู้ธนาคาร คือการกู้เงินสดเป็นก้อน เพื่อนำไปใช้ประโยชน์ตามที่ผู้กู้ต้องการ โดยทางธนาคารสินเชื่อส่วนบุคคล หรือสถาบันเงินกู้ธนาคาร จะเป็นผู้ออกเงินกู้ให้ จากนั้นมีการคิดดอกเบี้ยตามระยะเวลาที่ผ่อนคืน โดยผู้ขอกู้สินเชื่อบุคคล จะใช้ทรัพย์สินในการค้ำประกัน หรือไม่นั้น ต้องขึ้นอยู่กับนโยบายของทางธนาคาร หรือสถานบันการเงินสินเชื่อส่วนบุคคล ที่คุณได้ไปทำการขอกู้สินเชื่อบุคคล

เงินกู้ธนาคาร หรือสินเชื่อส่วนบุคคล แบ่งได้กี่ประเภท

แต่ก่อนที่เราจะไปรู้จักกับประเภทของสินเชื่อส่วนบุคคล หรือเงินกู้ธนาคารนั้น คุณต้องรู้ก่อนว่า ตัวสินเชื่อส่วนบุคคลจริง ๆ แล้วนั้น ได้แบ่งออกเป็นหลายประเภท ซึ่งได้แก่

  • สินเชื่อบุคคลแบ่งตามวัตถุประสงค์ เช่น สินเชื่อเพื่อการบริโภค, สินเชื่อเพื่อการลงทุน และสินเชื่อเพื่อการพาณิชย์ หรือสินเชื่อสินค้า
  • สินเชื่อบุคคลแบ่งตามผู้ให้สินเชื่อ เช่น สินเชื่อบุคคลผู้ให้ และสินเชื่อที่สถาบันการเงินเป็นผู้ให้
  • สินเชื่อตามผู้ขอรับสินเชื่อ เช่น สินเชื่อสำหรับบุคคล, สินเชื่อสำหรับธุรกิจ และสินเชื่อสำหรับรัฐบาล
  • สินเชื่อบุคคลที่แบ่งตามหลักประกัน เช่น สินเชื่อที่ไม่มีหลักประกัน และสินเชื่อที่มีหลักประกัน
  • สินเชื่อบุคคลแบ่งตามระยะเวลา เช่น สินเชื่อระยะสั้น, สินเชื่อระยะกลาง และสินเชื่อระยะยาว

         ซึ่งในวันนี้นั้นเราจะมาพูดกันถึงเรื่อง เงินกู้ธนาคาร หรือสินเชื่อบุคคลที่แบ่งตามระยะเวลา ว่ามีกี่ประเภทและแต่ละประเภทมีรายละเอียดอย่างไร

สินเชื่อระยะสั้น

          สำหรับเงินกู้ธนาคาร หรือสินเชื่อระยะสั้นนั้น จะเป็นสินสินเชื่อบุคคล ที่มีอายุไม่เกินหนึ่งปี ตัวอย่างเช่น สินเชื่อเพื่อการค้า, ตั๋วเงินคลัง, ตราสารพาณิชย์ หรือ สินเชื่อบัตรเครดิตเป็นต้น 

สินเชื่อระยะกลาง

          สำหรับเงินกู้ธนาคาร หรือสินเชื่อระยะกลางนั้น คุณสามารถสังเกตได้จากระยะเวลา เพราะจะเป็นสินเชื่อส่วนบุคคลที่มีอายุตั้งแต่ 1 – 5 ปี ขึ้นไป หรืออาจสังเกตได้จากระยะเวลาในการผ่อน ตัวอย่างเช่น สินเชื่อรถยนต์ สินเชื่อรถจักรยานยนต์ หรือแม้แต่การผ่อนสินค้าที่ต้องใช้ระยะเวลาในการผ่อนนาน

สินเชื่อระยะยาว

         สำหรับเงินกู้ธนาคาร หรือสินเชื่อบุคคลระยาวนั้น สามารถสังเกตได้จากระยะเวลาในการผ่อนหนี้ โดยมีระยะเวลาการผ่อนมากกว่า 5 ปีขึ้นไป ถือเป็นเงินกู้ธนาคาร หรือสินเชื่อส่วนบุคคลในระยะยาวที่มีวงเงินในการกู้สูงมาก ดังนั้น เงินกู้ธนาคารแบบนี้ จึงเหมาะแก่การกู้ไปลงทุนในธุรกิจใหญ่ หรือเงินกู้ธนาคารเพื่อที่อยู่อาศัย เช่น กู้ซื้อบ้าน หรือกู้ซื้อคอนโด เป็นต้น

สินเชื่อธนาคาร กับสินเชื่อบุคคล

วิธีคิดอัตราดอกเบี้ย เงินกู้ธนาคาร และระยะเวลาในการผ่อน

 สำหรับวิธีคิดดอกเบี้ยเงินกู้ธนาคารนั้น เชื่อมั่นว่า หลายคนคงต้องเคยได้ยินคำว่า ร้อยละ หรือ เปอร์เซ็นกันมาบ้างแล้ว ซึ่งจะมีการคิดเป็นต่อปี โดยคำนวณจากเงินต้นที่ได้กู้ยืมไป เช่น ร้อยละ 15 ต่อปี, ร้อยละ 10 ต่อปี แบบนี้เป็นต้น ยกตัวอย่างให้คุณได้เข้าใจง่าย ๆ ดังนี้คือ หากเพื่อนคุณนายบี ขอยืมเงินจากคุณ 1,000 บาท โดยมีการตกลงกันว่า จะจ่ายคือให้หมดภายในระยะเวลา 1 ปี ดังนั้นเมื่อนายบีได้กู้เงินจากคุณไป 1,000 บาท ภายในระยะเวลา 1 ปี นายบีต้องนำเงินต้นมาชำระคุณ 1,000 บาท พร้อมดอกเบี้ย 100 บาท ตามที่ตกลงกันไว้ว่า จะคิดอัตราดอกเบี้ยร้อยละ 10 จากยอดเงินกู้ ซึ่งเงินกู้ธนาคาร ก็เป็นแบบนี้เช่นเดียวกัน แต่การเงินกู้ธนาคาร จากสถาบันการเงินนั้น อัตราดอกเบี้ยจะถูกควบคุมจากธนาคารแห่งประเทศไทย โดยในปัจจุบันได้ถูกกำหนดไว้ว่า ไม่ให้เกินร้อยละ 15 ต่อปี 

        ดังนั้นคุณควรต้องทำความเข้าใจเกี่ยวกับดอกเบี้ย เงินกู้ธนาคาร หรือสินเชื่อบุคคลให้ดีเสียก่อน โดยจะมีการแบ่งตามลักษณะการเปลี่ยนแปลง สามารถแบ่งเป็น 2 ประเภท ดังนี้

  • อัตราดอกเบี้ยเงินกู้ธนาคาร หรือสินเชื่อส่วนบุคคลแบบคงที่ (Fixed Rate) คือ อัตราดอกเบี้ยเงินกู้ที่ทางผู้ให้กู้ ธนาคาร หรือสถาบันการเงิน เป็นผู้กำหนดไว้อย่างตายตัว โดยจะไม่มีการปรับลด หรือเพิ่มอีก ตลอดอายุการทำสัญญา ตัวอย่างเช่น ดอกเบี้ยเงินกู้ธนาคาร หรือสินเชื่อส่วนบุคคลร้อยละ 5 ต่อปี ซึ่งมีระยะเวลาในการผ่อนชำระคืน 15 ปี กรณีนี้ คุณจะเสียดอกเบี้ยร้อยละ 5 ไปตลอด 15 ปี 
  • อัตราดอกเบี้ยเงินกู้ธนาคาร หรือสินเชื่อส่วนบุคคลแบบลอยตัว (Floating Rate) ลักษณะอัตราดอกเบี้ยแบบนี้ จะเป็นดอกเบี้ยที่มีการเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา ตามการลงทุนของผู้ให้กู้ ทั้งต้นทุน และผลกำไร โดยทางผู้ให้กู้ ธนาคาร หรือสถาบันการเงิน จะออกมาประกาศเป็นระยะ ๆ ซึ่งจะใช้เป็นตัวย่อต่าง ๆ เช่น MRR , MLR และ MOR เป็นต้น 

          เมื่อได้ทราบถึงอัตราดอกเบี้ยที่ทางธนาคาร หรือสถาบันการเงินนำมาใช้แล้ว จากนั้นเรามาดูวิธีการคำนวณดอกเบี้ยกันบ้าง ซึ่งจะมีอยู่ 2 วิธีดังนี้คือ 

1. วิธีคิดดอกเบี้ยเงินกู้ แบบเงินต้นคงที่

          สำหรับวิธีการคิดดอกเบี้ยแบบเงินต้นคงที่นั้น เหมาะกับสินเชื่อเช่าซื้อรถยนต์ และรถจักรยานยนต์ โดยจะคำนวณดอกเบี้ยจากเงินต้นทั้งก้อนในตอนแรกสุด และตลอดสัญญา แต่ถึงแม้ว่าคุณจะได้ทยอยผ่อนสินค้าไปได้บางส่วนแล้ว ดอกเบี้ยก็จะไม่ได้ลดลงตาม หรือคุณอาจนำเงินก้อนมาชำระเพื่อปิดยอดทั้งหมด ดอกเบี้ยก็จะเท่าเดิม โดยมีวิธีการคำนวณดังนี้ 

  • ดอกเบี้ยที่ต้องชำระทั้งหมด = เงินต้น x อัตราดอกเบี้ยต่อปี x ระยะเวลาผ่อนชำระ(ปี)
  • จำนวนเงินที่ต้องชำระต่องวด = เงินต้น + จำนวนเงินดอกเบี้ยที่ต้องชำระทั้งหมด / จำนวนงวดที่ต้องผ่อนชำระ

2. วิธีคิดอกเบี้ยเงินกู้ แบบลดต้นลดดอก

           สำหรับวิธีคิดดอกเบี้ย เงินกู้ธนาคาร หรือสินเชื่อบุคคล แบบลดต้นลดดอกนั้น ส่วนมากจะใช้กับสินเชื่อเกือบทุกประเภท โดยเฉพาะสินเชื่อเพื่อที่อยู่อาศัย ซึ่งจะคิดดอกเบี้ยจากเงินต้นคงเหลือในแต่ละงวด ดังนั้น เงินกู้ธนาคาร หรือสินเชื่อส่วนบุคคลลักษณะนี้ คุณสามารถนำเงินก้อนมาปิดยอดได้ก่อนถึงกำหนดชำระ แต่อาจมีค่าธรรมเนียมในการปิดบัญชีก่อนครบสัญญา เนื่องจากทางธนาคารต้องเสียกำไรในส่วนหนึ่งไป ซึ่งสูตรในการคำนวณเงินกู้ธนาคาร หรือสินเชื่อส่วนบุคคล มีวิธีดังนี้

  • ดอกเบี้ยที่ต้องชำระ = เงินต้นคงเหลือ x อัตราดอกเบี้ยต่อปี x จำนวนวันที่เหลือในงวดปิดบัญชี / จำนวนวันของ 1 ปี (365วัน หรือ 366 วัน ขึ้นอยู่กับทางสถาบันการเงินกำหนด)
  • เงินต้นที่ลดลง = จำนวนเงินที่ต้องชำระในงวดนั้น – ดอกเบี้ยที่ต้องชำระในงวดนั้น
  • เงินต้นคงเหลือ = เงินต้นคงเหลือจากงวดก่อน – เงินต้นลดลง 

เงื่อนไขการขอกู้เงินจากธนาคาร

เงื่อนไข และคุณสมบัติของผู้ขอเงินกู้ธนาคาร

          สำหรับเงื่อนไข และคุณสมบัติของผู้กู้นั้น โดยส่วนใหญ่แล้ว ทางธนาคาร หรือสถาบันการเงินจะมีข้อกำหนดคล้าย ๆ กันทั้งหมด เช่น มีอายุระหว่าง 20 – 70 ปี ต้องมีรายได้ประจำที่แน่นอน โดยมีรายได้ขั้นต่ำตั้งแต่ 10,000 บาทขึ้นไปต่อเดือน แต่หากกรณีเป็นเจ้าของกิจการ หรือทำอาชีพพนักงานอิสระ ต้องมีรายได้ขึ้นต่ำ 15,000 บาทต่อเดือน และต้องมีประวัติการโอนเงินเข้าบัญชีอย่างสม่ำเสมอ รวมถึงการออมเงินต่าง ๆ ที่สามารถแสดงให้กับสถาบันการเงินได้ว่า คุณมีวินัยการเงินที่ดี ซึ่งจะเป็นประโยชน์ต่อการพิจารณาเงินกู้ธนาคาร หรือสินเชื่อบุคคลเป็นอย่างมาก

แนะนำสินเชื่อส่วนบุคคล ที่ควรมีติดไว้

บัตรเครดิต Citibank Ready Credit

          สำหรับบัตรกดสดที่เราอยากให้คุณมีติดตัวไว้คือ บัตรกดเงินสด Citibank Ready Credit เพราะนอกจากคุณจะได้รับสิทธิประโยชน์ต่าง ๆ แล้ว บัตรกดเงินสด Citibank Ready Credit ยังมีบริการครอบคลุมหลากหลายพื้นที่ อีกทั้งยังมีบริการเสริมอื่น ๆ ที่เตรียมพร้อมรอมอบให้กับคุณ 

          บัตรกดเงินสด Citibank Ready Credit ถือเป็นอีกหนึ่งความสะดวกสบาย สำหรับผู้ที่ต้องการใช้เงินสดแบบเร่งด่วน เพราะขั้นตอนการขอสินเชื่อส่วนบุคคลนั้น มีขั้นตอนที่รวดเร็ว ซึ่งหากค่ำคืนไหน คุณเจ็บป่วยกระทันหัน แล้วไม่มีเงินสดติดตัว Citibank Ready Credit ถือเป็นอีกหนึ่งตัวช่วยที่ดี อีกทั้งยังมีสิทธิพิเศษที่ไว้คอยมอบให้กับคุณอีกด้วย แต่จะมีอะไรบ้าง ตามเรามาดูกันได้เลย 

  • ฟรีค่าธรรมเนียม สำหรับการถอนเงินสด ผ่านตู้ ATM ทุกธนาคาร ทั้งทั่วประเทศ และทั่วโลก ที่มีสัญลักษณ์ รวมถึงฟรีค่าธรรมเนียมรายปี อีกด้วย
  • อัตราดอกต่ำ ตัวอย่างเช่น หากคุณกดเงิน 1,000 บาท ด้วยอัตราดอกเบี้ยไม่ถึง 1 บาทต่อวัน เป็นต้น
  • อัตราดอกเบี้ยรายปี สูงสุดไม่เกิน 28% ต่อปี อีกทั้งยังเป็นในอัตราลดต้นลดดอกอีกด้วย
  • ผ่อนชำระแบบสบาย ๆ ด้วยเงินขั้นต่ำเพียงแค่ 4% ของยอดค้างชำระ 

          เป็นอย่างไรกันบ้างคะ สำหรับข้อมูลในการขอเงินกู้ธนาคาร หรือสินเชื่อบุคคล เชื่อมั่นว่า เมื่อคุณอ่านมาถึงตรงนี้แล้ว คงต้องมีความรู้เรื่องการขอเงินกู้ธนาคาร หรือสินเชื่อส่วนบุคคล กันบ้างแล้ว ไม่มากก็น้อย แต่สำคัญเหนือสิ่งอื่นใดคือ เมื่อได้วงเงินกู้มาแล้ว ควรมีระเบียบ และมีการวางแผนทางการเงินที่ดี ใช้เงินทุกบาทอย่างมีสติกันนะคะ สำหรับเพื่อน ๆ ที่สนใจเรื่องบัตรเครดิตน่าสนใจ และบทความแนะนำการเงิน การลงทุนคอนโดมิเนียม และการลงทุนอื่น ๆ แล้วพบกันใหม่บทความหน้าค่ะ