logo

           ปัจจุบันมีการเลือกใช้วัสดุปิดผิวหลากหลายชนิด ซึ่งไม้ลามิเนตก็เป็นอีกหนึ่งวัสดุปิดผิวที่ได้รับความนิยมมาก โดยมักจะถูกนำมาใช้ในโครงการก่อสร้างต่าง ๆ ใช้เป็นวัสดุปูพื้น รวมไปถึงวัสดุปิดผิวในส่วนอื่น ด้วยลักษณะที่คล้ายกับวัสดุไม้ ทำให้เกิดความสวยงาม โดยมีไม้ลามิเนตคุณสมบัติของการเป็นวัสดุปิดผิว ที่มีความโดดเด่นในด้านของความเป็นธรรมชาติ สามารถนำมาใช้ทดแทนวัสดุปิดผิวจริงได้ มีความสวยงาม และยังมีต้นทุนในการดำเนินงานที่ต่ำกว่า เมื่อเทียบกับวัสดุปิดผิวจริงประเภทไม้ อีกทั้งยังสามารถจัดหาได้ง่ายอีกด้วย ทำให้ผู้ที่มักจะใช้ไม้ประเภทนี้จึงมักจะเป็นเจ้าของบ้าน เจ้าของอาคาร ผู้ออกแบบ ผู้รับเหมางานก่อสร้าง ผู้รับเหมาเฟอร์นิเจอร์ หรือเจ้าของโครงการ ซึ่งมักจะเป็นคนที่ตัดสินใจในการเลือกใช้วัสดุปิดผิวในโครงการนั้น ๆ โดยปัจจุบันมีวัสดุปิดผิวหลากหลายประเภท ไม่ว่าจะเป็น เมลามีน , วีเนียร์ลามาเนต , ไม้ลามิเนต หรือวอลเปเปอร์ อื่น ๆ เป็นต้น

ไม้ลามิเนต วัสดุปูพื้นที่กำลังได้รับความนิยม

. . . . . . . . . .

          จริง ๆ แล้วลามิเนตมีชื่อเดิมว่า ฟอร์ไมก้า โดยเป็นวัสดุปิดผิวชนิดหนึ่งที่มีการพัฒนาให้มีลวดลายเสมือนกับไม้จริง มองเผิน ๆ อาจไม่สามรารถแยกออกได้ โดยมีความหนาตั้งแต่ประมาณ 0.8 – 12 มิลลิเมตร มักนำมาใช้ในการปิดทับวัสดุ รวมไปถึงการปูพื้นและบันได เพราะติดตั้งง่าย ราคาไม่แพง และมีหลายสีให้เลือกมากมายหลายร้อยแบบ มีความแข็งแรง ทนต่อแรงกระแทก การขูดขีด และทนความร้อนในระดับหนึ่ง ทำให้เหมาะกับงานประเภทตกแต่งภายใน มีระดับราคาที่หลากหลาย สามารถตอบสนองกับการใช้งานในหลายรูปแบบ ไม่ว่าจะเป็น การนำไปใช้ในการปูพื้น ปิดผิวเฟอร์นิเจอร์ ตกแต่งผนัง ฝ้า เพดาน เป็นต้น

          แต่อย่างไรก็ตาม บทความนี้จะเป็นการพาผู้อ่านทุกท่าน เดินทางไปท่องโลกของไม้ลามิเนตในแง่มุมต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นการลบล้างความเชื่อแบบผิด ๆ เกี่ยวกับไม้ประเภทนี้ การนำไปใช้ในการติดตั้ง พื้นไม้ลามิเนต ข้อเสียอย่างไร รวมไปถึงคำถามพื้น ๆ แค่ว่า ไม้ชนิดนี้คืออะไรกันแน่

เริ่มต้นความเข้าใจที่ถูกต้องว่า ไม้ลามิเนต คืออะไรกันแน่

          ถึงแม้ว่าใครหลายคนจะเรียกกันจนติดปากว่าไม้ลามิเนต แต่ไม้ประเภทนี้ก็ไม่ใด้ทำมาจากวัสดุไม้ 100% อย่างที่หลายคนยังเข้าใจ แต่เป็นวัสดุที่ทำให้เหมือนวัสดุไม้จริง ๆ มากกว่า โดยตัวไม้ประเภทนี้จะเป็นการผลิตแบบการอัดด้วยผงไม้ จนก่อรูปร่างมาเป็นแผ่นไม้ลามิเนตอีกครั้งหนึ่ง ซึ่งหากจะเรียกก็อาจเรียกได้ว่า ไม้ประเภทนี้ คือไม้แบบสำเร็จรูป ที่ผลิตขึ้นมาด้วยกระบวนการทางวิทยาศาสตร์นั่นเอง

          ส่วนประกอบของไม้ประเภทนี้ คือแผ่นไม้ลามิเนตเป็นหลัก โดยในแผ่นไม้ประเภทนี้แต่ละชิ้น จะประกอบไปด้วยชั้นต่าง ๆ จำนวน 4 ชั้น โดยชั้นตรงกลางของจะมีความหนาที่สุด เพราะเป็นส่วนหลักที่ทำมาจากไม้ ผ่านก่ารใช้ไม้เนื้อแข็งมาย่อยให้เป็นผงแบบละเอียด จากนั้นจึงค่อยไปผสมกับสารอื่น ๆ แล้วค่อยรีดออกมาจนทำให้เป็นแผ่นไม้ที่ผ่านกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ โดยกระบวนการผลิตนี้ เรียกว่า High Density Fiber หรือ HDF นั่นเอง กระบวนการผลิตไม้ประเภทนี้จากผงไม้ละเอียด จะทำให้ได้แผ่นไม้ลามิเนตที่คล้ายไม้ธรรมชาติ แต่ว่าเมื่อเทียบกันในด้านคุณสมบัติแล้ว ไม้ประเภทนี้จะมีความแข็งแรงที่น้อยกว่าไม้จริง และไม้ประเภทนี้ยังมีความสามารถในการยืดหดตัวน้อยกว่าไม้จริงหลายเท่า 

          สำหรับชั้นที่สองของแผ่นไม้ลามิเนต จะเป็นส่วนของลวดลายไม้นั่นเอง โดยส่วนของลายไม้ประเภทนี้ จะออกแบบโดยระบบคอมพิวเตอร์ โดยลายจะปิดทับชั้นที่เป็น High Density Fiber หรือ HDF ชั้นบนของแผ่นไม้ประเภทนี้ จะเป็นผิวหนังที่คอยป้องกันร่องรอยและการขีดข่วน ส่วนบริเวณด้านล่างจะเป็นแผ่นสำหรับป้องกันความชื้น การผลิตไม้ประเภทนี้ คือการนำส่วนของชั้นต่าง ๆ มาเข้ากระบวนการผลิต เพื่อให้ได้ออกมาเป็นแผ่นไม้ลามิเนต จากการนำไปหลอมละลายให้เป็นเนื้อเดียวกัน ดังนั้นนี่จึงเป็นคำตอบว่าทำไม ไม้ประเภทนี้จึงไม่สามารถแยกออกจากกันได้

ส่วนประกอบของไม้ลามิเนต คืออะไรบ้าง?

เก้าอี้สองตัว บนพื้นไม้ลามิเนต

พื้นไม้ลามิเนตชั้นบน (Overlay หรือ Wear Layer)

           เนื่องจากเป็นชั้นไม้ลามิเนตที่ต้องอวดโฉมลวดลายและความสวยงาม ทำให้ในชั้นนี้จึงเป็นชั้นไม้ที่มีความทนทานสูง เป็นส่วนที่ไว้รองรับรอยขีดข่วนบนพื้นไม้ เพื่อให้ไม้ประเภทนี้มีคุณสมบัติเบื้องต้นของการทนทานต่อการเกิดรอย โดยลวดลายของพื้นไม้ มาจากการใช้ภาพถ่ายลายไม้เสมือนจริง การออกแบบโดยระบบคอมพิวเตอร์ จากนั้นนำมาเคลือบทับผิวไม้ประเภทนี้ด้วยเมลามีน ลามิเนต และยังเคลือบผิวไม้ประเภทนี้ด้วยเรซินที่มีความทนทานอีกด้วย

พื้นไม้ลามิเนตชั้นที่สอง (Decorative Paper หรือ Decorative Film)

          พื้นส่วนนี้ของไม้ประเภทนี้ คือลวดลายบนพื้นไม้ประเภทนี้ ที่มีคุณสมบัติของการทนความร้อน สามารถต้านทานต่อรังสีอัลตร้าไวโอเลตได้ คุณสมบัตินี้ของไม้ลามิเนต คือการช่วยให้ Fading หรือช่วยชะลอการซัดจางของไม้ประเภทนี้ช้าลง

พื้นไม้ลามิเนตชั้นกลาง (Core Board)

          พื้นส่วนนี้ของไม้ประเภทนี้ คือส่วนที่มีความหนามากที่สุดของไม้ลามิเนต เป็นส่วนที่ผลิตจากไม้ที่ผ่านกระบวนการย่อยให้เป็นผง จากนั้นมาอัดเข้าด้วยกันผ่านความดันที่สูง หรือที่เรียกกันว่า High Density Fiber หรือ HDF มีการใช้กาวผสม และใส่สารเคมีอื่น ๆ ผสมเข้าไป เพื่อให้เกิดความแข็งแรงต่อการใช้งาน อย่างไรด็ตาม สารเคมีที่ระเหยออกมาก็จะไม่มีปริมาณมากเกินไป จนส่งผลต่ออันตรายและสุขภาพของผู้บริโภค โดยผู้ผลิตบางราย อาจมีการเพิ่มเติมด้วยการใส่สารป้องกันความชื้นในส่วนนี้ด้วย

พื้นไม้ลามิเนตชั้นล่าง (Backing หรือ Stabilizing Film)

          พื้นส่วนนี้ของไม้ประเภทนี้ คือส่วนที่ใช้ในการป้องกันความชื้น สำหรับผู้ผลิตบางราย อาจใช้การเคลือบวัสดุไม้ด้วยเมลามีนเพิ่มเติม เพื่อให้เกิดความแข็งแรงและสามารถป้องกันความชื้นที่จะเกิดขึ้นกับไม้ประเภทนี้ได้ดียิ่งขึ้น เป็นการรักษาความสมดุลของแผ่นไม้ เพื่อไม่ให้ไม้ประเภทนี้เกิดการโก่งหรือคดงอ พร้อมทั้งยังช่วยป้องกันความชื้นจากชั้นคอนดรีตอีกด้วย

AC Rating ของไม้ลามิเนต คืออะไร

          หากเลือกใช้ไม้ลามิเนต ก็มักจะมีคำว่า AC Rating ซึ่งเป็นคำที่สำคัญ เพราะเป็นสิ่งที่บอกได้ว่าพื้นไม้ประเภทนี้ที่ใช้ มีความทนทานมากน้อยแค่ไหน โดย AC Rating ของไม้ประเภทนี้ คือคำที่ใช้บ่งบอกถึงระดับความทนทานของพื้นไม้ประเภทนี้ ที่ถูกเรียกขึ้นโดยองค์กรอิสระที่ชื่อว่า European Producers of Laminate Flooring หรือ EPLF โดย AC Rating จะเป็นโค้ดที่ใช้บอกความทนต่อแรงบีบอัดของพื้นไม้ลามิเนต ซึ่งจะช่วยให้ผู้บริโภค สามารถเลือกซื้อไม้ประเภทนี้ได้ง่ายขึ้น เหมาะสมกับการใช้งานมากขึ้น

          การกำหนด AC Rating จะผ่านการทดสอบหลายกระบวนการ ไม่ว่าจะเป็น ความทนทานต่อการไหม้ ความทนทานต่อรอยขีดข่วน คราบ ความทนทานต่อการกระแทก รวมไปถึงการทดสอบความทนทานต่อการเสียดสีกับเฟอร์นิเจอร์ต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็น ขาเก้าอี้ ฐานโต๊ะ หรือการเคลื่อนย้ายอื่น ๆ เป็นต้น โดยพื้นไม้ประเภทนี้จะได้ตรา AC Rating ก็ต่อเมื่อได้ผ่านการทดสอบกระบวนการเหล่านี้ครบถ้วนทุกขั้นตอนแล้วเท่านั้น แม้จะไม่ผ่านเพียงแค่ขั้นตอนเดียว ก็จะไม่ได้ตรา AC Rating ทันที ดังนั้นระดับของ AC Rating จะพิจารณาไปพร้อม ๆ กับผลของการทดสอบ และสถานที่ของการนำไปใช้ด้วย 

ห้องนั่งเล่นปูด้วยไม้ลามิเนต

         คำแนะนำเบื้องต้นสำหรับ AC Rating จะเป็นการบ่งบอกถึงระดับความทนทาน โดยระดับต่าง ๆ จะถูกแบ่งออกเป็น 2 กลุ่ม คือ ระดับสำหรับการใช้ในที่อยู่อาศัยและการค้า โดยจะแบ่งย่อยอีกตามความหนักเบาในการใช้งาน เช่น ระดับที่มีคนเดินผ่านไปมามาก (Heavy) ระดับที่มีคนเดินผ่านไปมาปานกลาง (Moderate) เป็นต้น โดยคำอธิบายของ AC Rating สามารถแบ่งออกได้เป็น

  • ระดับ AC Rating – AC 1 : 21 ที่พักอาศัย, เดินผ่านในระดับปานกลาง เหมาะสมกับการใช้งานในห้องนอนหรือห้องรับแขก
  • ระดับ AC Rating – AC 1 : 22 ที่พักอาศัย, เดินผ่านในระดับทั่วไป เหมาะสมกับการใช้งานในห้องนั่งเล่นหรือห้องทานอาหาร
  • ระดับ AC Rating – AC 1 : 23 ที่พักอาศัย, เดินผ่านในระดับมาก สามารถใช้งานได้ในทุกบริเวณของบ้าน
  • ระดับ AC Rating – AC 1 : 31 สำหรับพื้นที่การค้า, เดินผ่านในระดับปานกลาง เหมาะสมกับการใช้งานในห้องพักอาศัยของโรงแรม หรือในสำนักงานที่มีขนาดไม่ใหญ่
  • ระดับ AC Rating – AC 1 : 32 สำหรับพื้นที่การค้า, เดินผ่านในระดับปานกลาง เหมาะสมกับการใช้งานในอาคารสำนักงาน ร้านอาหาร ร้านเสริมสวย หรือสถานที่ที่มีจำนวนคนเดินผ่านเป็นประจำ แต่ไม่หนาแน่นมากนัก
  • ระดับ AC Rating – AC 1 : 31 สำหรับพื้นที่การค้า, เดินผ่านในระดับปานกลาง เหมาะสมกับการใช้งานในสถานที่ที่มีคนสัญจรพลุกพล่านและตลอดเวลา ไม่ว่าจะเป็น อาคารสาธารณะ ศูนย์การค้า โรงพยาบาล เป็นต้น

           ระดับ AC Rating เป็นระดับที่ผู้ผลิตพื้นไม้ลามิเนตทุกราย จะถูกกำหนดให้ต้องผลิตตามมาตรฐาน เพื่อประโยชน์สูงสุดแก่ผู้บริโภค โดยผู้บริโภคควรตรวจสอบระดับ AC Rating ก่อนที่จะตัดสินใจซื้อไม้ประเภทนี้ทุกครั้ง โดยให้พิจารณาควบคู่กับประเภทของการใช้งานและสถานที่ที่นำไปติดตั้ง

คุณสมบัติของไม้ลามิเนต คืออะไร ดีแค่ไหนเมื่อเทียบกับพื้นไม้จริง

          คุณสมบัติหลักของไม้ประเภทนี้ คือการที่สามารถติดตั้งได้รวดเร็ว มีกระบวนการที่ไม่ยุ่งยาก ไม่จำเป็นต้องมีความรู้ด้านช่าง หรือมีความเชี่ยวชาญมากก็สามารถทำได้ คุณสมบัติในด้านวัสดุของไม้ประเภทนี้ คือมีน้ำหนักเบา และมีความทนทาน สามารถใช้งานได้เป็นระยะเวลาหลายปี โดยหลายคนอาจยังมีความเชื่อว่าไม้ประเภทนี้นั้นไม่ดี เพราะปัญหาที่เกิดจากการติดตั้ง ซึ่งส่วนใหญ่มักมาจากการติดตั้งที่ไม่ชำนาญและไม่ละเอียดมากนัก นอกจากนั้นยังมีในเรื่องของเสียง โดยผู้ใช้งานหลายคนยังมองว่าการใช้ไม้ประเภทนี้จะทำให้เกิดเสียงกรอบของไม้เวลาเดิน โดยสาเหตุในส่วนนี้ มาจากการที่พื้นเดิมก่อนการปิดผิว ไม่ได้ระนาบมากพอ มีลักษณะไม่เรียบและเป็นคลื่น ทำให้เมื่อติดตั้งไม้ลามิเนตแล้ว ไม้ประเภทนี้จะมีการยุบตัวลงตามรอยคลื่นใต้ไม้ลามิเนตอีกชั้นหนึ่ง ซึ่งทำให้เกิดเสียงดัง โดยในบางครั้งไม้ประเภทนี้อาจเกิดการขยายตัวมากกว่าค่ามาตรฐานที่กำหนดไม้ ซึ่งเป็นสาเหตุหนึ่งที่ทำให้มีไม้ประเภทนี้ปัญหา 

ส่องข้อดีของไม้ลามิเนต คืออะไรบ้าง

           ไม้ลามิเนตเป็นวัสดุปูพื้นที่เป็นที่นิยมมากขึ้นเรื่อย ๆ เนื่องจากมีความทนทาน สวยงาม มีกระบวนการติดตั้งที่ไม่ยุ่งยาก และที่สำคัญคือ ไม้ประเภทนี้มีราคาถูก ถ้าเทียบกับกระเบื้องยาง โดยปัจจุบันระบบของไม้ประเภทนี้คือระบบล็อคที่เชื่อมต่อกันระหว่างแผ่นไม้ (Click Lock) โดยเป็นการเปลี่ยนจากการเชื่อมต่อด้วยการทากาวแบบปกติ มาเป็นการเชื่อมโดยใช้กลไกลเพิ่มเติม ซึ่งก็คือตัวคลิก เพื่อให้วัสดุสามารถติดกันได้ง่ายมากยิ่งขึ้นมากกว่าเดิม และทำให้การติดตั้งมีความง่ายและรวดเร็ว โดยส่วนมากไม้ประเภทนี้จะมาพร้อมกับคุณสมบัติไร้กาว ซึ่งทำให้เหมาะสมต่อทุกลวดลายและพื้นผิว สามารถใช้เพื่อตอบสนองความต้องการที่หลากหลายได้ ไม่ใช่แค่เพียงการปูพื้นเท่านั้น แต่ยังสามารถนำไปใช้กับเคาน์เตอร์ครัว หรือปิดผิวเฟอร์นิเจอร์บางส่วน เป็นต้น นอกจากนี้ยังมีข้อดีของไม้ประเภทนี้คือ

การ Click Lock ไม้ลามิเนต

ระบบล็อคที่เชื่อมต่อกันระหว่างแผ่นไม้ หรือที่เรียกว่า Click Lock

  • มีความทนทานต่อรอยขีดข่วน ทำให้เหมาะกับการใช้งานในพื้นที่ที่มีสัตว์
  • มีความทนทานต่อแรงตกและแรงกระแทก เนื่องจากมีความยืดหยุ่น
  • สามารถทนความร้อนของก้นบุหรี่ได้ และนอกจากนั้น ยังสามารถความสะอาดคราบของนิโคตินได้ง่ายอีกด้วย
  • ไม่เป็นคราบ และสามารถเช็ดสิ่งสกปรกออกได้ง่าย
  • ลวดลายและสีมีความซีดจางช้ามาก แม้จะผ่านการตากแดดโดยตรง
  • สามารถดูแลรักษาความสะอาดง่าย ทนทานต่อน้ำยาทำความสะอาดต่าง ๆ ภายในครัวเรือน 
  • มีความปลอดภัย เนื่องจากไม่มีขั้นตอนของการผลิตทาวใช้งาน ไดอ็อกซิน (Dioxins) ทำให้ปลอดภัยต่อสุขภาพ เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม และด้วยความสะอาดของพื้นผิว ทำให้ไม่ก่อให้เกิดอาการของโรคภูมิแพ้
  • มีความแข็งแรงและยืดหยุ่นสูง แม้มีการเคลื่อนย้ายเฟอร์นิเจอร์ที่อาจทำให้เกิดรอยขีดข่วนหรือฉีกขาด ก็ไม่ทำให้เกิดรอย
  • ติดตั้งได้ง่าย มีกระบวนการติดตั้งไม่ยุ่งยาก ทำให้ติดตั้งได้เร็ว และสามารถปิดทับบนพื้นเดิมที่มีความเรียบได้เลย

ส่องข้อเสียของไม้ลามิเนต คืออะไรบ้าง

          ใช่ว่าไม้ประเภทนี้จะมีแต่เพียงข้อดีเท่านั้น แต่ข้อเสียของไม้ลามิเนตเองก็มีเช่นเดียวกัน หากเลือกใช้วัสดุไม้ประเภทนี้เป็นการปูพื้น ควรระวังและพิจารณาในข้อเสียดังนี้

  • เนื่องจากพื้นไม้ลามิเนตมีความยืดหยุ่นน้อยกว่าไม้จริงหลายเท่า ทำให้ไม่ถูกกับอากาศร้อน ดังนั้นหากติดตั้งในห้องที่ต้องเผชิญกับแสงแดดแรง ๆ จึงควรเปิดหน้าต่างเป็นประจำ เพื่อให้อากาศถ่ายเท ไม่เช่นนั้นไม้อาจเกิดการบวมโก่ง หรือยุบยวบได้
  • นอกจากความร้อนแล้ว ไม้ประเภทนี้ยังไม่ถูกกับความชื้น ไม่ว่าจะเป็น ความชื้นจากการรั่วซึม พื้นหน้าห้องน้ำ หรือความชื้นจากพื้นใต้คอนกรีต ดังนั้นควรระวังความชื้นเหล่านี้ เพราะเป็นสาเหตุให้ไม้มีการบวมพองได้
  • การทำความสะอาดต้องทำความสะอาดอย่างถูกวิธี ใช้ผ้าชุบน้ำ ไม้ถูพื้น หรือเครื่องดูดฝุ่นเท่านั้น ไม่ควรใช้ผ้าเปียกเกินไป และไม่ควรใช้การขัดมัน
  • แม้จะไม่ค่อยถูกกับความชื้น แต่ถ้าหากไม้ได้รับความชื้นอย่างสม่ำเสมอ อาจเป็นสาเหตุให้ปลวกแทะได้
  • ไม้ลามิเนตเหมาะสำหรับการใช้งานภายในอาคารเท่านั้น ไม่ควรใช้งานในบริเวณนอกอาคารอย่างเด็ดขาด
  • หากผิวคอนกรีตที่ปูไม่ได้ระดับ ไม่ควรเลือกที่มีความหนาน้อยกว่า 12 มิลลิเมตร
  • ในการติดตั้ง ควรติดตั้งในพื้นที่มีระดับ ถึงแม้พื้นไม้ประเภทนี้จะสามารถติดตั้งได้ง่ายและรวดเร็ว แต่การเตรียมพื้นผิวหน้างาน ก็ต้องทำการปรับระดับให้ดีก่อนทำการติดตั้งจริง โดยความแตกต่างของระดับ จะต้องไม่เกิน 5 มิลลิเมตร ไม่เช่นนั้นอาจทำให้เกิดอาการพื้นยวบได้
  • การติดตั้งต้องเป็นไปอย่างถูกวิธีและถูกขั้นตอน
  • ต้องเว้นรองรอบห้องประมาณ 1 เซนติเมตรในการติดตั้ง และต้องสอดพื้นเข้ากับใต้วงกบ เพื่อไม่ให้พื้นไม้เกิดการโก่งหรือยุบตัวในอนาคตได้

เครื่องดูดฝุ่นบนพื้นไม้ลามิเนต

วิธีการดูแลรักษาไม้ลามิเนต คืออะไรบ้าง

           ถึงแม้คุณสมบัติของไม้ลามิเนต จะมีความครบถ้วนในเรื่องของการดูแลทำความสะอาดที่สะดวกและง่ายดาย ซึ่งคุณสมบัติหลักของไม้ลามิเนต คือ การไม่ร้องขอการดูแลทำความสะอาดมาก แต่อย่างไรก็ตามยังมีข้อควรพิจารณาที่ไม่ควรละเลยในการรักษาไม้ประเภทนี้ดังนี้

  • ก่อนติดตั้งไม้ประเภทนี้ควรคิดถึงสถานที่ที่จะปูพื้นไม้ลามิเนตปิดทับ โดยสามารถพิจารณาได้จากการเดินผ่านไปมา ว่ามีความเรียบมากน้อยแค่ไหน นอกจากนั้นควรดูในเรื่องของระดับความชื้น และตรวจสอบระดับ AC Rating ก่อนตัดสินใจซื้อ
  • เลือกแผ่นรองไม้ที่สามารถป้องกันความชื้น ที่อาจมาจากใต้พื้นได้
  • อ่านคู่มือและตรวจสอบวิธีการติดตั้งอย่างละเอียดก่อนทำการติดตั้งจริง
  • หากไม่สามารถติดตั้งเองได้ ควรเรียกช่างหรือผู้มีความชำนาญมาเป็นผู้ติดตั้ง
  • เมื่อทำการปูพื้นไม้ลามิเนตแล้ว ควรจะเว้นระยะห่างจากเส้นรอบวงของบริเวณที่ทำการปูพื้น ประมาณ 10 มิลลิเมตร โดยการเว้นระยะห่างนี้ ครอบคลุมไปถึงการวางเฟอร์นิเจอร์และเครื่องเรือนอื่น ๆ ที่ไม่สามารถเคลื่อนย้ายได้ด้วย โดยเว้นระยะเพื่อการขยายตัวของในไม้ประเภทนี้อนาคตจากการเปลี่ยนแปลงของอุณหภูมิ
  • หากมีคราบสกปรก ควรทำความสะอาด และไม่ควรปล่อยทิ้งคราบสกปรกไว้เป็นระยะเวลานาน
  • สามารถทำความสะอาดโดยการใช้นำยาทำความสะอาด ไม้ถูพื้น และผลิตภัณฑ์ทำความสะอาดได้บ่อยครั้งเท่าที่ต้องการ
  • ก่อนการเคลื่อนย้ายเฟอร์นิเจอร์ที่มีน้ำหนักมาก ควรใช้แผ่นรองหรือผ้ารอง เพื่อป้องกันรอยขีดข่วน
  • การใช้แผ่นรองขาเฟอร์นิเจอร์ สามารถลดการเกิดรอยขีดข่วนบนพื้นไม้ประเภทนี้ได้มากขึ้น เป็นการยืดอายุการใช้งานให้นานยิ่งขึ้น
  • ไม่ควรปูพื้นไม้ประเภทนี้บนพื้นพรมเด็ดขาด
  • ไม่ควรปูพื้นไม้ลามิเนตบนพื้นที่ที่ความชื้นสูง
  • ไม่ควรใช้แวกซ์ น้ำยาขัดเงา หรือน้ำยาขัดพื้น มาทำความสะอาด เพราะอาจก่อให้เกิดความเสียหายต่อพื้นได้
  • ไม่ควรเดินบนพื้นไม้ประเภทนี้ด้วยรองเท้าส้นแหลม หรือรองเท้ากีฬาที่มีปุ่มโลหะ เพราะอาจทำให้เกิดความเสียหาย
  • ไม่ควรราดน้ำบนพื้น เนื่องจากความชื้นอาจทำให้พื้นเป็นลอนคลื่นได้
  • ถ้าพื้นภายในห้องต้องกระทบกับแสงแดดโดยตรงเป็นระยะเวลานาน ๆ ควรใช้วิธีการปิดม่าน เพื่อยืดอายุการใช้งานของพื้นให้ซีดจางช้าลง

ตรวจสอบสภาพไม้ลามิเนตที่สมบูรณ์ สังเกตจากอะไรบ้าง

หากทำการติดตั้งแล้ว สามารถตรวจสอบความละเอียดและความสมบูณ์ของการติดตั้งไม้ลามิเนตได้ เพื่อป้องกันความเสียหายจากการใช้งานในอนาคต โดยสามารถตรวจสอบได้จากตาเปล่าและการสัมผัส โดยในการตรวจรับงานที่ติดตั้งพื้นไม้ประเภทนี้ ควรตรวจสอบให้ละเอียดก่อนรับมอบงาน เพื่อให้ผู้รับเหมาหรือผู้ติดตั้ง แก้ไขงานให้เรียบร้อยก่อนใช้งานจริง โดยข้อควรสังเกตมีดังนี้

  • สีของพื้นไม้ประเภทนี้เมื่อติดตั้งแล้ว ควรมีโทนสีและลวดลายไปในโทนเดียวกัน ไม่ควรมีชิ้นไหนที่มีสีโดดจากชิ้นอื่นอย่างเห็นได้ชัด
  • ผิวหน้าของไม้ประเภทนี้จะต้องไม่มีรอยขีดข่วน ฉีกขาด หรือมีรอยบิ่น หากพบร่องรอยต้องให้ช่างติดตั้งใหม่
  • บริเวณรอยต่อของไม้ประเภทนี้นั้นจะต้องมีความเรียบสนิท ไม่มีรอยนูน ไม่มีร่องห่าง และรอยต่อระหว่างพื้นไม้ลามิเนตกับบัว จะต้องทำการเก็บซิลิโคนให้เรียบร้อย ควรตรวจเช็คว่ามีรอยห่างระหว่างพื้นกับบัวหรือไม่
  • พื้นไม้ลามิเนตจะต้องมีความราบไปกับระนาบพื้นที่ติดตั้ง ไม่โก่งนูน หรือลาดเอียงเด็ดขาด
  • พื้นไม้ประเภทนี้จะต้องไม่มีความยวบหรือยุบ โดยหากลองสัมผัสแล้วพบว่ามีความยวบ นั่นเพราะมีสาเหตุมาจากพื้นด้านล่างไม่เป็นระนาบ ควรรื้อถอนเพื่อติดตั้งใหม่อีกครั้ง
  • หากลองสัมผัสด้วยการเหยียบหรือเดินแล้ว พบว่าพื้นมีความยวบ แต่ไม่จมลงจนมากเกินไป หรือพบฝุ่นออกมาเฉพาะบริเวณที่เป็นขอบ ต้องให้ช่างทำการแก้ไขด้วยเช่นกัน
  • พื้นไม้ประเภทนี้จะต้องไม่มีการพอง บวมน้ำ ไม่ว่าจุดใดจุดหนึ่งก็ตาม

 ไม้ลามิเนตคืออีกตัวเลือกของวัสดุปูพื้นและตกแต่งภายใน ที่มีคุณสมบัติเบื้องต้นครบถ้วนในการใช้งาน นอกจากนั้นยังเป็นที่นิยม ให้ความสวยงามต่ออาคารและที่พักอาศัย แต่อย่างไรก็ตาม ควรพิจารณาความเหมาะสมและสถานที่ในการใช้งานจริงด้วย นอกจากเรื่องราวน่ารู้เกี่ยวกับการปูพื้นแล้ว CondoNewb ยังมีบทความน่าสนใจเกี่ยวกับการดูแลบ้านและคอนโดอีกมากมาย ไม่ว่าจะเป็น เรื่องราวเกี่ยวกับเครื่องใช้ไฟฟ้า การตกแต่งบ้าน ไปจนถึงการตอบปัญหาเกี่ยวกับการอยู่อาศัย ให้เพื่อน ๆ ได้อ่านประกอบการตัดสินใจกัน ถ้าไม่อยากพลาดบทความดี ๆ แบบนี้ อย่าลืดติดตามกันเอาไว้ให้ดีล่ะ