logo

 บ้านหลังแรก เชื่อว่าน่าจะเป็นคำตอบของคำถามที่ว่า ความฝันสูงสุดในชีวิตของมนุษย์เงินเดือนคืออะไร ? ที่เป็นเช่นนี้ก็เพราะว่า ไม่ว่าจะเป็นบ้านหลังไหน ๆ ก็คือหนึ่งในปัจจัย 4 ในการดำรงชีวิต ที่ไม่ว่าจะกี่ยุคกี่สมัย บ้านก็ยังเป็นที่พักผิงให้กับเราได้เสมอ ขณะเดียวกัน หลายคนยังอาจมองว่า การซื้อบ้านครั้งแรกคือการลงทุนที่คุ้มค่ามากกว่า รถคันแรก เพราะนับวันนานไป บ้านก็จะมีแนวโน้มราคาปรับตัวสูงขึ้นเสมอ ซึ่งต่างจากรถยนต์ ที่ยิ่งนานวันยิ่งมีแนวโน้มมูลค่าลดลงไปเรื่อย และหากมองให้แง่ของทรัพย์สินที่เป็นสมบัติหรือมรดกส่งต่อให้ลูกหลานได้ การซื้อบ้านครั้งแรกของเราในวันนี้ อาจจะกลายเป็นทรัพย์สินที่มีมูลค่าสูงที่นอกจากจะเป็นสมบัติมรดกให้ลูกหลานได้มีที่อยู่อาศัยแล้ว อาจกลายเป็นสมบัติมีราคาสูงขึ้นไปเรื่อยสำหรับยุคสมัยของลูกหลานในอนาคตก็เป็นได้ เมื่อเราได้รู้ถึงข้อดีหรือประโยชน์กันแล้ว ดังนั้น อย่าได้รอช้า ไปศึกษารายละเอียดที่ควรรู้เกี่ยวกับบ้านหลังแรกกันดูเสียหน่อยว่า บ้านของเรานั้น ต้องการซื้อเพราะวัตถุประสงค์ใดกันบ้าง ? และเพื่อให้ท่านผู้อ่านสามารถทำการบ้านก่อนว่าจะซื้อบ้านต้องรู้อะไรบ้าง? เพื่อให้การซื้อบ้านครั้งแรกเป็นไปได้ง่ายขึ้น รวมทั้ง ขั้นตอนการซื้อบ้านและสุดท้าย เราคงจะไม่สามารถซื้อบ้านได้ หากเราไม่มีการเตรียมพร้อมด้านเงินทุนที่ดี เรื่องราวของบ้านหลังแรกทั้งหมดมีรายละเอียดดังนี้

จะซื้อบ้านหลังแรกต้องทำอะไรบ้าง

. . . . . . . . . .

จะซื้อบ้านหลังแรก ต้องรู้อะไรบ้าง?

ขั้นตอนที่ 1 : สำรวจวัตถุประสงค์การซื้อบ้านหลังแรก ?

          ใครก็ตามที่กำลังจะซื้อบ้านหลังแรก ก็เพื่ออยากจะมีบ้านเป็นของตนเองซึ่งจะสร้างความรู้สึกภูมิใจและเห็นถึงการก้าวหน้าตามลำดับขั้นตอนของชีวิตได้ แต่ก็อย่าลืมว่า นอกจากเราจะซื้อบ้านเพื่อวัตถุประสงค์ของการมีบ้านเป็นของตนเองแล้ว ลองถามตัวเองอีกครั้งเพื่อให้ได้วัตถุประสงค์ของการซื้อบ้านจริง ๆ ว่าการซื้อบ้านครั้งแรกนี้จะเป็นอะไรไปอีกบ้าง ยกตัวอย่างง่าย ๆ เช่น

 

เราต้องการมีบ้านเป็นของตนเองหลังแรก เพื่อรอบรับการแต่งงานสร้างครอบครัวใหม่

          ต้องบอกว่าสำหรับใครที่ต้องการซื้อบ้านด้วยวัตถุประสงค์นี้ จะต้องมีเรื่องที่ต้องคำนึงที่เกิดขึ้นจากการยินดีของทั้ง 2 ฝ่าย นั้นก็หมายถึง ฝ่ายผู้ชายและฝ่ายผู้หญิง ซึ่งปัจจุบันเรามักเห็นการเริ่มต้นสร้างครอบครัวของคนยุคนี้เป็นลักษณะของการร่วมด้วยช่วยกัน นั้นก็หมายความว่า ทั้งฝ่ายชายและฝ่ายหญิงขอสินเชื่อบ้านร่วมกัน หรือที่เรียกว่าการกู้ร่วม ช่วยกันผ่อนจ่ายด้วยกัน เป็นต้น ดังนั้น หากใครที่กำลังจะมีบ้านหลังแรกด้วยวัตถุประสงค์นี้ ลองพูดคุยกันอย่างจริงจังกันดูเสียก่อน ว่าพร้อมจะขอสินเชื่อบ้านก้อนโตและภาระหนี้ระยะยาวแล้วหรือไม่ หากทุกอย่างเป็นไปได้ดี เชื่อว่าครั้งนี้จะเป็นจุดเริ่มต้นที่ดีของการซื้อบ้านหลังแรกของเราอย่างแน่นอน

เราต้องการมีบ้านหลังแรก เพราะครอบครัวมีขนาดใหญ่ขึ้น

          เชื่อว่านี่น่าจะเป็นอีกหนึ่งเหตุผลสำคัญของการซื้อบ้านครั้งแรกเพราะหลายคนที่พอทำงานมาใหม่ๆ การจะซื้อบ้านหลังแรกไม่ใช่เรื่องง่าย ด้วยระดับราคาบ้านเดี่ยวที่เรียกได้ว่าสูงไม่น้อยในปัจจุบัน อาจทำให้ความสามารถในการผ่อนชำระหนี้คืนธนาคารเป็นไปได้ยาก ทางออกส่วนใหญ่ที่เราพบเห็น จึงเป็นเรื่องของการเช่าอยู่อาศัย หรือยังคงเลือกอยู่อาศัยที่บ้านของพ่อแม่ หรือก็อาจจะเลือกซื้อคอนโดมิเนียมอยู่ไปก่อนมากกว่าตามประสาไลฟ์สไตล์ยุคใหม่ในยุคนี้ จึงไม่แปลกใจหากคู่รักยุคใหม่จะเลือกซื้อคอนโดมิเนียมเป็นเรือนหอไปก่อน เพราะอยู่ในความสามารถที่ผ่อนชำระได้นั้นเอง แต่การอยู่อาศัยในคอนโดมิเนียมนั้นก็ต้องยอมรับว่าด้วยขนาดห้องที่ถูกจำกัด อาจจะเป็นขนาดที่ไม่เหมาะสมรองรับกับการขยายครอบครัวอย่างการมีลูกในอนาคต ดังนั้น หากเราเป็นคู่รักที่กำลังจะมีบ้านหลังแรกเพื่อรองรับครอบครัวที่กำลังขยาย มีพื้นที่ให้ลูกวิ่งเล่นภายในรั้วบ้านได้ จึงเป็นเรื่องดีไม่น้อย

เราต้องการบ้านหลังแรกที่อยู่อาศัยได้ แต่ก็สามารถขายทำกำไรหรือปล่อยเช่าได้ด้วย

          แน่นอนว่า เมื่อเราทำงานมีประสบการณ์การทำงานมากขึ้น ย่อมเป็นผลให้ฐานรายได้ขยับขึ้นตามไปด้วย มุมมองความคิดอ่านในการซื้อบ้านหลังแรก จึงอาจจะไม่ถูกจำกัดเพียงด้วยวัตถุประสงค์ของการอยู่อาศัยเพียงอย่างเดียวก็เป็นได้ เพราะความจริงแล้วการลงทุนซื้อบ้านแต่ละครั้ง นอกจากบ้านจะรองรับการอยู่อาศัยได้แล้ว บ้านยังกลายเป็นทรัพย์สินสร้างรายได้เข้ามาให้เราผู้เป็นเจ้าของบ้านได้ด้วย ที่หลายคนอาจได้ยินชื่อเรียกรายได้ชนิดนี้ว่า Passive Income ซึ่งแปลว่าง่าย ๆ ว่าเป็นรายได้ที่เกิดขึ้นโดยที่เราไม่ต้องทำงาน อย่างเช่น การมีบ้านปล่อยเช่านั้นเอง ดังนั้น หากใครที่กำลังจะซื้อบ้านครั้งแรกและต้องการ Passive Income อย่างการปล่อยเช่าบ้านในอนาคตเมื่อเราจะไม่ต้องอาศัยอยู่บ้านหลังแรกนี้แล้ว สิ่งที่ต้องคำนึงจึงเป็นเรื่องของทำเลที่ตั้งว่าบริเวณนั้นมีแหล่งงานหรือมีความต้องการเช่าบ้านอยู่บ้างหรือไม่ รวมทั้งอาจจะต้องคำนึงว่าการตกแต่งบ้านจะเป็นออกมาในแนวกลาง ๆ ไม่เป็นเอกลักษณ์โดดเด่นมากเกินไป เช่น ทาสีห้องในบ้านแบบสีสันแสบตา , การตกแต่งบ้านด้วยของเก่า เป็นต้น เพราะหากเป็นที่เราอยู่อาศัยเองก็คงไม่เป็นอะไร แต่สำหรับการปล่อยเช่า หากทำให้ผู้เช่าไม่ชื่นชอบเท่าไรนัก และอาจจะนำมาซึ่งการปล่อยเช่ายากนั่นเอง

 

ขั้นตอนที่ 2 : เลือกทำเลบ้านหลังแรกที่เหมาะกับเรา ?

          ต้องทำความเข้าใจก่อนว่า บ้านเป็นทรัพย์สินที่เคลื่อนที่ไม่ได้ ดังนั้นหากตัดสินใจซื้อไปแล้ว บ้านจะอยู่ตรงนั้นไปตลอดชีวิต ดังนั้นการตัดสินใจซื้อซื้อบ้านครั้งแรกในชีวิตจึงต้องคำนึงถึงทำเลที่ตั้งของบ้านด้วย แล้ววิธีการเลือกทำเลที่ตั้งต้องเป็นอย่างไร ? เรามักพบเห็นการเลือกทำเลบ้าน แบ่งออกเป็น ข้อง่าย ๆ ดังนี้

  • เลือกทำเลใกล้บ้านของพ่อแม่ เรามักจะเห็นการเลือกทำเลลักษณะนี้บ่อย ๆ นั้นก็เพราะเพื่อความสะดวกในการดูแลพ่อแม่ยามแก่เฒ่า หากเกิดเหตุร้ายหรืออุบัติเหตุจะได้เข้าไปช่วยเหลือได้ทัน
  • เลือกทำเลที่สะดวกในการเดินทางไปทำงาน ซึ่งก็เป็นเรื่องสำคัญไม่น้อยในชีวิตจริง การมีบ้านหลังแรกจึงมักจะอยู่บนทำเลติดถนนใหญ่ ใกล้ทางด่วน หรือใกล้ระบบขนส่งสาธารณะ ทั้งหมดนี้ก็เพื่อให้สมาชิกครอบครัวเดินทางได้สะดวกตามภาระหน้าที่ของตนเอง
  • เลือกทำเลที่แวดล้อมด้วยสิ่งอำนวยความสะดวกครบ ไม่ว่าจะเป็น โรงพยาบาล เพื่อรองรับอาการป่วยหรือเหตุฉุกเฉินต่าง ๆ หรือจะเป็นตลาดหรือศูนย์การค้า เพื่อเป็นสถานที่จับจ่ายใช้สอย หาซื้ออาหารเข้าบ้าน หรือจะเป็น โรงเรียน เพื่อนรองรับการศึกษาของบุตรที่ไม่ต้องเดินทางไกลจากบ้านมากเกินไป เป็นต้น

บ้านหลังแรกต้องเลือกยังไง

ขั้นตอนที่ 3 : เลือกประเภทบ้านหลังแรกที่ต้องการซื้อ ?

 บ้านหลังแรกของเราจะเกิดขึ้นได้ ต้องทราบก่อนว่า เราต้องการบ้านประเภทไหน โดยส่วนใหญ่แล้วสามารถแบ่งประเภทบ้านออกเป็น 2 ประเภทหลัก คือ บ้านโครงการจัดสรร หรือก็เรียกง่าย ๆ ว่าเป็นบ้านใหม่จากโครงการที่ยังไม่เคยมีคนอยู่อาศัยมาก่อน แน่นอนว่าข้อดีของซื้อบ้านครั้งแรกประเภทนี้ คือความใหม่ของบ้านที่พึ่งสร้างเสร็จ จึงไม่ต้องกังวลเรื่องการซ่อมแซมใด ๆ เพราะบ้านของโครงการจัดสรรเหล่านี้จะมีการรับประกันตามอายุที่กำหนดจากทางโครงการให้ไว้แล้ว แต่ข้อเสียของการซื้อบ้านหลังแรกประเภทนี้ก็คือระดับราคาบ้านจัดสรร ที่อาจจะสูงกว่าบ้านมือสองที่ประกาศขายในทำเลเดียวกัน ซึ่งมาแบบนี้แล้ว ก็ต้องขอพูดต่อในส่วนของบ้านอีกประเภทอย่างบ้านมือสอง ซึ่งอย่างที่กล่าวไปสักครู่ว่า บ้านมือสองมักจะมีราคาประกาศขายถูกกว่าบ้านใหม่ของโครงการจัดสรร แต่ภายใต้ข้อดีเรื่องราคาที่ถูกกว่า ก็ต้องคำนึงในเรื่องการซ่อมแซมบ้านเช่นเดียวกัน แน่นอนว่ายิ่งบ้านมือสองที่เรากำลังจะซื้อมีสภาพโทรมมากเท่าไหร่ ก็ยิ่งทำให้เราต้องเตรียมงบประมาณไว้สูงขึ้นตามไปด้วย ดังนั้น หากไม่มีความชำนาญในการตรวจดูบ้านมากพอ บางครั้งบ้านที่ดูไม่ได้โทรมมากนัก อาจจะมีปัญหาเรื่องโครงการหรือระบบน้ำไฟที่จำเป็นต้องแก้ยกชุดก็เป็นได้ ดังนั้น จึงสรุปได้ว่า ไม่ว่าจะเป็นบ้านโครงการจัดสรรหรือบ้านมือสอง ก็ล้วนมีข้อดีข้อเสียต่างกันออกไป แต่ทั้งนี้ เมื่อเลือกประเภทบ้านหลังแรกได้แล้ว ก็สามารถติดต่อขอซื้อด้วยขั้นตอนเบื้องต้น รายละเอียดดังนี้

กรณีบ้านหลังแรกที่ต้องการซื้อเป็นบ้านโครงการจัดสรร

           เริ่มต้นด้วยการแวะชมโครงการจัดสรรที่อยู่ในทำเลที่เรากำหนด และมีระดับราคาที่เราสามารถผ่อนจ่ายได้ เมื่อเลือกโครงการได้แล้ว ก็ลองเปรียบเทียบข้อมูลแต่ละโครงการถึงความคุ้มค่าหรือข้อดีข้อเสียหรือบ้านหลังไหนที่เราชอบมากที่สุด โดยข้อมูลที่เรามักจะนำมาเปรียบเทียบระหว่างโครงการต่าง ๆ อาทิ ขนาดที่ดิน, ขนาดพื้นที่ใช้สอย, จำนวนที่จอดรถ, จำนวนห้องนอน, จำนวนห้องน้ำ, ค่าสวนกลาง, สิ่งอำนวยความสะดวกในโครงการ เป็นต้น หากตัดสินใจได้แล้วก็จะเข้าสู่ขั้นต่อไป คือการวางเงินจองเพื่อเป็นหลักประกันว่าเราต้องการจะซื้อบ้านครั้งแรกนี้จริง ๆ ในกรณีที่บ้านโครงการจัดสรรนั้นยังสร้างไม่เสร็จ เราจะต้องทำการผ่อนดาวน์ไปเรื่อย ๆ และเมื่อบ้านโครงการจัดสรรที่เราต้องการจะซื้อนั้นสร้างเสร็จเรียบร้อยแล้ว ก็จะเข้าสู่กระบวนการขอสินเชื่อธนาคารแล้วก็เป็นหน้าที่ของเราที่จะต้องผ่อนชำระรายเดือนต่อไปจนครบกำหนดตามอายุสัญญาสินเชื่อ เช่น 25 ปี หรือ 30 ปี เป็นต้น

กรณีบ้านหลังแรกที่ต้องการซื้อเป็นบ้านมือสอง  

          กระบวนการซื้อบ้านมือสองจะต่างกับบ้านใหม่ในโครงการจัดสรรก็ตรงที่ คนที่เราต้องติดต่อประสานงานด้วยเป็นเจ้าของบ้านตัวจริง หรือนายหน้าที่เจ้าของบ้านหลังนั้นเป็นคนจ้าง ขณะที่หากเป็นบ้านโครงการจัดสรร เราจะต้องติดต่อกับทางเจ้าหน้าที่โครงการ ซึ่งจะมีความเชี่ยวชาญในการแนะนำบ้าน รวมทั้งการยื่นขอสินเชื่อธนาคารมากกว่าบ้านมือสองทั่วไป โดยภาพรวมขั้นตอนการขอซื้อบ้านมือสอง ก็จะเริ่มต้นจากการมองหาบ้านมือสองที่จะมาเป็นบ้านหลังแรกในทำเลที่เรากำหนดไว้ เมื่อพบเจอบ้านมือสองที่ถูกใจแล้ว ก็สามารถติดต่อไปยังเจ้าของบ้านเพื่อขอเข้าไปดูสภาพภายในบ้าน ซึ่งในเวลาที่เราเข้าไปดูสภาพบ้านมือสองนั้น เราสามารถสอบถามข้อมูลต่าง ๆ ที่ต้องการทราบได้ เช่น สภาพชุมชนโดยรอบ, ความปลอดภัยของบ้าน , อายุบ้าน, ลักษณะเพื่อนบ้าน หรืออาจจะเป็นการต่อรองราคาบ้านก็สามารถทำได้เช่นกัน หลังจากตระเวนดูบ้านมือสองจนได้บ้านที่เหมาะสมจะเป็นการซื้อบ้านครั้งแรกของเราแล้ว ก็จะเป็นขั้นตอนต่อไป คือการขอสินเชื่อธนาคาร เมื่อผ่านอนุมัติเรียบร้อย ก็จะเป็นหน้าที่เราในการผ่อนจ่ายชำระคืนธนาคารตามระยะเวลาตามสัญญาสินเชื่อนั้นเอง

จะซื้อบ้านหลังแรกด้วยเงินสด

ขั้นตอนที่ 4 : เลือกประเภทเงินทุน ที่ใช้ซื้อบ้านหลังแรก?

           ต้องบอกเลยว่าการซื้อบ้านครั้งแรกไม่ว่าจะเป็นการซื้อบ้านด้วยเงินสดหรือการซื้อบ้านด้วยการขอสินเชื่อบ้าน ล้วนต้องมีการสำรวจตนเองเรื่องงบประมาณที่ใช้ในการซื้อบ้านครั้งนี้ ว่าแต่การซื้อบ้านแต่ละรูปแบบนั้นเกี่ยวข้องกับงบประมาณในการซื้อบ้านอย่างไร มาหาคำตอบกันต่อเลย

หากเป็นกรณีซื้อบ้านหลังแรกด้วยเงินสด

           ก็จะเป็นการจ่ายเงินก้อนโตครั้งเดียวแล้วจบไป โดยก้อนเงินโตนี้ จึงจะมาจากเงินออมของตัวเองที่ได้สะสมไว้มาเนินนาน ดังนั้น หากเราจะซื้อบ้านด้วยเงินสด จึงต้องถามว่าเรามีเงินออมสูงมากพอที่จะเป็นงบประมาณในการซื้อบ้านครั้งแรกแล้วหรือยัง ? และสำหรับใครที่คิดว่ายังไงก็คงไม่สามารถซื้อบ้านครั้งแรกด้วยเงินสดได้ ก็ไม่ต้องหมดกำลังใจ เพราะยังมีอีกหนึ่งวิธีในการหาเงินทุนมาซื้อบ้านหลังแรกในครั้งนี้ นั้นก็คือ การขอสินเชื่อบ้าน นั้นเอง

หากเป็นกรณีซื้อบ้านครั้งแรกด้วยการขอสินเชื่อบ้าน 

          แน่นอนว่าวิธีนี้จะทำให้เราไม่ต้องเสียเวลาเก็บเงินออมทั้งจำนวนเพื่อเป็นงบประมาณประมาณในการซื้อบ้าน เพราะเราสามารถทำเรื่องขอสินเชื่อบ้าน หรือพูดง่าย ๆ ว่าเป็นการเอาเงินธนาคารไปซื้อบ้านครั้งแรกก่อน แล้วค่อยมาผ่อนจ่ายคืนที่หลังนั่นเอง ซึ่งการซื้อบ้านหลังแรกด้วยวิธีนี้ ส่วนใหญ่แล้วยังคงต้องใช้เงินออมของเราเข้ามาเกี่ยวข้องบ้างราว 10-20% ของราคาบ้าน เพื่อเป็นเงินวางดาวน์กับทางโครงการบ้านหรือเจ้าของบ้าน ก่อนที่เราจะไปทำเรื่องขอสินเชื่อบ้านกับทางธนาคาร อธิบายง่ายๆ เช่น เราจะซื้อบ้านครั้งแรก ราคา 3 ลบ. สมมติว่าเราเราต้องมีเงินออมเพื่อใช้วางดาวน์กับทางโครงการประมาณ 20%ของราคาบ้าน ก็จะเป็นจำนวนเงินประมาณ 600,000 บาท จากนั้นก็จะทำเรื่องขอสินเชื่อธนาคารด้วยวงเงิน 2,400,000 ลบ. นั่นเอง

          แต่การซื้อบ้านด้วยวิธีขอสินเชื่อบ้านนี้ นอกจากเราจะต้องมีเงินออมจำนวนหนึ่งเพื่อเป็นเงินดาวน์กับทางโครงการแล้ว เมื่อสินเชื่อบ้านผ่านอนุมัติ เราจะมีภาระผ่อนชำระหนี้ทุก ๆ เดือนเป็นระยะเวลาสูงสุด 30 ปี อีกด้วย ดังนั้น นอกจากเราจะต้องสำรวจเงินออมแล้ว ต้องมีการสำรวจเรื่องการเงินในส่วนของรายรับที่เรียกว่า “รายได้” และส่วนของรายจ่ายที่เรียก “ค่าใช้จ่าย” ในแต่ละเดือนของเราอีกด้วย ซึ่งเป็นอีกหนึ่งเรื่องสำคัญที่จะส่งผลไปยังงบประมาณบ้านหลังแรกที่เรากำหนดไว้ด้วย รายละเอียดดังนี้

สำรวจตนเองเรื่องรายได้ในแต่ละเดือน

          ต้องบอกว่า โดยปกติแล้ว ระดับความสามารถในการผ่อนชำระที่ทางธนาคารทั่วไปกำหนดไว้คือ 40% ของรายได้ อธิบายง่าย ๆ ว่า ธนาคารจะอนุมัติสินเชื่อว่าจะผ่านหรือไม่ ส่วนหนึ่งคือการดูว่า เราจะผ่อนจ่ายคืนหนี้ไหวจริงหรือเปล่า ? ซึ่งธนาคารมองคำว่าผ่อนไหวอยู่ที่ 40% ของรายได้ เพื่อให้เรายังมีเงินเหลือ 60% ของรายได้ในการใช้จ่ายอื่น ๆ ในการดำเนินชีวิต ดังนั้น สมมติว่าเรามีอาชีพเป็นมนุษย์เงินเดือนที่มีรายได้ 20,000 บาทต่อเดือน เราจะผ่อนไหวที่ 20,000 x 40% = 8,000 บาทต่อเดือน ซึ่งจะตรงกับค่าผ่อนของวงเงินกู้ประมาณ 1.2 ลบ. เป็นต้น ดังนั้น ด้วยฐานเงินเดือน 20,000 บาทจะสามารถขอสินเชื่อวงเงิน 1.2 ลบ. ซึ่งก็คือระดับราคาบ้านที่เราจะสามารถซื้อได้นั่นเอง

สำรวจตนเองเรื่องค่าใช้จ่ายในแต่ละเดือน

          จากการอธิบายข้างน่าจะพอเห็นภาพแล้วว่า เงินเดือน 100% ของเราในทุกเดือน จะถูกนำไปผ่อนคืนเงิน 40% เราจึงมีเงินเหลือในการใช้การดำเนินชีวิต 60% เช่น เงินเดือน 20,000 บาทต่อเดือน ผ่อนคืนธนาคาร 8,000 บาทต่อเดือน จะเหลือเงินใช้จ่าย 12,000 บาทต่อเดือน เป็นต้น ซึ่งต้องบอกเลยว่าการซื้อบ้าน นอกจากภาระผ่อนจ่ายธนาคารรายเดือนแล้ว เราต้องมีภาระเรื่องค่าส่วนกลางที่ต้องจ่ายให้กับนิติบุคคล โครงการบ้านอีกด้วย ซึ่งรายละเอียด ก็ขึ้นอยู่ว่าหมู่บ้านนั้นเก็บค่าส่วนกลางตารางวาจะเท่าไหร่ ยิ่งบ้านมีเนื้อที่มากก็จะยิ่งเสียค่าส่วนกลางมาก หรือเรียกเก็บเป็นรอบอย่างไร เช่น รอบทุกเดือน, รอบทุก 6 เดือน, รอบปี เป็นต้น ดังนั้น เราจึงต้องคำคำนึงค่าใช้จ่ายในส่วนนี้ที่จะเกิดขึ้นอย่างแน่นอน นอกจากนี้การมีบ้านหลังแรกเป็นของตนเอง ยังต้องมีค่าตกแต่งบ้าน, ค่าซ่อมแซม ฯลฯ ตามมาอีกมากมายอีกด้วย

บ้านที่มีสนามหญ้าขนาดใหญ่หน้าบ้าน

ขั้นตอนที่ 5 : ขั้นตอนขอสินเชื่อบ้านหลังแรก

          หลังจากที่เราเดินทางหาบ้านหลังแรกมาครบ 4 ขั้นตอนแล้ว เชื่อว่าเราจะพบว่าการซื้อบ้านครั้งแรกของเราบนทำเลที่เราต้องการ ในระดับราคาที่เราสามารถผ่อนจ่ายได้เรียบร้อยแล้ว ก็จะถึงช่วงเวลาสำคัญอย่างการขอสินเชื่อบ้าน และเพื่อให้คุณผู้อ่านได้เข้าใจตามสถานการณ์ของสินเชื่อจริง ๆ ในรายละเอียดต่าง ๆ ข้อมูลที่เราต้องรู้เบื้องต้น 4 อย่างดังนี้

วงเงินกู้  

          หมายถึง วงเงินที่ธนาคารจะอนุมัติว่าจะปล่อยเงินให้เรานำไปซื้อบ้านหลังแรกมากน้อยแค่ไหน ส่วนใหญ่จะคิดตามมูลค่าหลักประกันหรือก็คือบ้านที่เรากำลังจะซื้อนั่นเอง โดยส่วนใหญ่จะอนุมัติวงเงิน 70%-95% ของราคาบ้าน เช่น การซื้อบ้านครั้งแรกของเรามีราคา 1 ล้านบาท วงเงินกู้ที่ธนาคารจะอนุมัติให้เราจะอยู่ราว 7 – 9.5 แสนบาท เป็นต้น บางธนาคารมักจะอนุมัติวงเงินกู้เป็นเปอร์เซ็นต์ลดลงเมื่อราคาบ้านสูงขึ้น เช่น สินเชื่อบ้านบัวหลวง หากเป็นบ้านระดับราคาต่ำกว่า 10 ล้านบาทอาจอนุมัติวงเงิน 95%ของราคาบ้าน แต่อาจบ้านหลังแรกที่เราต้องการขอสินเชื่อมีราคาสูงเกิน 10 ล้านบาทขึ้น ธนาคารจะอนุมัติสินเชื่อ 80% ของราคาบ้าน เป็นต้น

ระยะเวลาผ่อนชำระ  

          หมายถึงอายุสัญญาเงินกู้นั้นเอง ส่วนใหญ่มักกำหนดระยะเวลาผ่อนชำระนานสุด 30 ปี แต่เมื่อรวมกับอายุผู้กู้จะต้องไม่เกิน 65 ปี เช่น นาย ก. ทำเรื่องกู้ซื้อบ้านตอนเวลา 50 ปี จึงเหลือระยะเวลาเพียง 15 ปี เท่านั้นก็จะมีอายุครบ 65 ปี ดังนั้นระยะเวลาผ่อนชำระสูงสุดของนาย ก. คือ 15 ปี เป็นต้น

อัตราดอกเบี้ย

          ต้องบอกว่าแต่ละธนาคารจะคิดดอกเบี้ยบ้านไม่เท่ากัน ดังนั้น วิธีที่ง่ายที่สุดคือการเดินเข้าปรึกษากับทางเจ้าหน้าที่ธนาคารได้เลย เมื่อได้อัตราดดอกเบี้ยบ้านของแต่ละธนาคารจึงลองนำมาเปรียบเทียบดูว่าธนาคารไหนมีอัตราดอกเบี้ยน่าสนใจมากที่สุดนั้นเอง

เอกสารในการขอสินเชื่อ 

          เป็นสิ่งสำคัญอย่างมากในการยื่นของสินเชื่อเพื่อทางธนาคารจะได้นำไปพิจารณาความน่าเชื่อถือของเราก่อนจะอนุมัติวงเงินสินเชื่อนั้นเอง ดังนั้น เอกสารสำคัญที่ใช้ในการยื่นกู้ จะประกอบไปด้วย เอกสารที่แสดงข้อมูลส่วนตัวผู้ขอสินเชื่อ เช่น 

  • สำเนาบัตรประจำตัวประชาชน หรือสำเนาบัตรข้าราชการ / รัฐวิสาหกิจ , สำเนาทะเบียนบ้าน , ใบเปลี่ยนชื่อ-ชื่อสกุล (ถ้ามี)
  • กรณีสมรสจดทะเบียน – สำเนาทะเบียนสมรส(ถ้ามี), กรณีสมรสไม่จดทะเบียน - หนังสือยืนยันสถานภาพสมรสจากลูกค้า หรือสำเนาทะเบียนบ้าน / สูติบัตรของบุตร(ถ้ามี)
  • กรณีหม้าย - ใบสำคัญการหย่า หรือใบแจ้งความเลิกร้างกับคู่สมรส หรือใบมรณะบัตรคู่สมรส เป็นต้น
  • รวมทั้งเอกสารที่แสดงถึงฐานะการเงินของเรา เช่น สลิปเงินเดือนล่าสุด 1 เดือน หรือ หนังสือรับรองเงินเดือน (อายุไม่เกิน 3 เดือน) / สลิปโบนัส, เอกสารแสดงการเดินบัญชี (Statement) อย่างน้อย 6 เดือนย้อนหลัง ,50 ทวิ แสดงรายได้ในช่วง 6 เดือนย้อนหลังเป็นอย่างน้อย เป็นต้น
  • รวมทั้งเอกสารที่ชี้เฉพาะบ้านหลังแรกที่เราต้องการซื้อ เช่น สำเนาโฉนดที่ดิน / นส.3 / นส.3ก หรือหนังสือแสดงกรรมสิทธิ์ พร้อมสารบัญจดทะเบียนทุกหน้า เป็นต้น

           เมื่อได้เอกสารเหล่านี้ครบเรียบร้อยแล้ว ก็สามารถยื่นขอสินเชื่อได้เลยทันที โดยเราสามารถจัดเตรียมเอกสารดังกล่าวเป็นชุด ๆ จากนั้นก็ยื่นขอสินเชื่อบ้านพร้อมกันทีหลายธนาคาร เพราะระยะเวลาในการพิจารณาอนุมัติจะใช้เวลานานเป็นหลายสัปดาห์ ดังนั้นเมื่อแต่ละธนาคารอนุมัติสินเชื่อเรียบร้อยแล้ว เราจะได้นำข้อมูลเหล่านั้นมาเปรียบเทียบ เพื่อหาธนาคารที่คิดดอกเบี้ยน้อยที่สุด หรือธนาคารที่อนุมัติสินเชื่อมากที่สุด หรือธนาคารที่มีโปรโมชั่นมากที่สุด ทั้งหมดนี้ก็ขึ้นอยู่กันว่าเราตัดสินใจเลือกใช้สินเชื่อของธนาคารใดนั้นเอง

 

          เต็มอิ่มเลยที่เดียวกับข้อมูลบ้านหลังแรก เชื่อว่าหากใครไม่เคยมีบ้านเป็นของตนเองมาก่อน การจะซื้อบ้านครั้งแรกก็ไม่ใช่เรื่องง่าย นั้นก็เพราะว่าปัจจุบันการซื้อบ้านหลังแรกมักไม่ได้ถูกซื้อด้วยเงินสดเท่าไรนัก เราจึงเห็นผู้คนส่วนใหญ่ต้องเลือกวิธีการขอสินเชื่อบ้านเพื่อนำไปเลือกบ้านเสียมากกว่า ซึ่งก็แน่นอนว่าการขอสินเชื่อซื้อบ้านนั้นกำลังจะนำมาซึ่งภาระหนี้ก้อนโตระดับล้านบาท แถมผู้ซื้อบ้านยังต้องมีภาระหนี้ก้อนนี้ยาวไป 30 ปีอีกด้วย จึงต้องบอกเลยว่าการตัดสินใจซื้อบ้านหลังแรกไม่ใช่เรื่องง่ายอย่างที่คิด แม้จะมองว่าบ้านคือทรัพย์สินสร้างความภูมิใจจากน้ำพักน้ำแรงในการทำงาน หรืออาจจะมองว่าบ้านเป็นทรัพย์สินรักษามูลค่าเงินเพื่อจะได้เป็นทรัพย์สมบัติส่งต่อลูกหลานก็ตาม ทั้งหมดนี้จึงเป็นเหตุผลสำคัญให้ใครก็ตามที่คิดซื้อบ้านต้องทำความเข้าใจถึงวัตถุประสงค์ที่แท้จริงของการเลือกซื้อบ้านครั้งแรกครั้งนี้ เพราะเมื่อเราสำรวจตนเองมาอย่างดีแล้ว ว่าเราเลือกซื้อบ้านเพื่อวัตถุประสงค์ใด เราก็จะมีกำลังใจและความมุ่นมั่นอย่างแน่วแน่ที่จะรับภาระหนีเหนี้บ้านก้อนโตเป็นระยะเวลายาวนานกว่า 30 ปีไปตลอดรอดฝั่ง โดยไม่ต้องถูกธนาคารยึดบ้านไปในวันที่เราท้อแท้ไม่สามารถจะผ่อนจ่ายหนี้บ้านหลังแรกนั่นเอง 

          นอกเหนือจากเรื่องบ้านหลังแรกแล้ว เรายังมีบทความเกี่ยวกับการกู้ซื้อคอนโด และบ้าน รวมไปถึงบทความแนะนำทาวน์โฮมที่น่าสนใจ ในย่านต่างๆ รวมทั้งรีวิวคอนโดโครงการใหม่ ๆ น่าสนใจให้เพื่อน ๆ ได้คอยติดตาม พร้อมอัพเดทเทรนด์ในแวดวงอสังหา ให้เพื่อน ๆ ได้รู้ก่อนใคร บทความหน้าเราจะเอาความรู้ดี ๆ อะไรมาฝากกันอีก อย่าลืมติดตามกันไว้นะคะ