logo

          การขายดาวน์เป็นมายังไง ก่อนอื่นเลยต้องบอกว่า...การซื้อบ้านหรือคอนโดมิเนียมในช่วง Presale นั้น ถือเป็นช่วงที่ลูกค้าจะสามารถซื้อบ้านหรือห้องได้ในราคาที่ถูกกว่าในช่วงอื่น ๆ อย่างในช่วงเปิดตัวโครงการ หรือช่วงโครงการแล้วเสร็จ เพราะการซื้อบ้านหรือคอนโดมิเนียมในช่วง Presale ทางโครงการจะทำการเปิดขายโครงการต่าง ๆ ก่อนที่จะเริ่มสร้าง ดังนั้นลูกค้าก็จะไม่สามารถเห็นสภาพบ้านหรือห้องเมื่อสร้างเสร็จเรียบร้อยก่อนซื้อ แต่จะสามารถเลือกแปลนที่ทางโครงการออกแบบมาเท่านั้น แต่อย่างไรก็ตามช่วง Presale ก็ถือเป็นช่วงที่คุ้มค่ากับการซื้อมากที่สุด เพราะมีทั้งการลดแลกแจกแถม และอื่น ๆ อีกมากมาย 

          โดยเมื่อลูกค้าตัดสินใจซื้อคอนโดในช่วง Presale ทางโครงการก็จะให้ทำสัญญาจะซื้อจะขาย พร้อมกับให้ลูกค้าผ่อนดาวน์คอนโดตามจำนวนที่ตกลงในระหว่างที่รอโครงการคอนโดก่อสร้างแล้วเสร็จ ซึ่งเงินจำนวนนี้จะอยู่ที่ประมาณ 5-10 % ของราคาคอนโด ส่วนระยะเวลาในการผ่อนดาวน์นี้จะขึ้นอยู่กับระยะเวลาที่ทำสัญญาจะซื้อจะขายไปจนถึงวันนัดโอนกรรมสิทธิ์ ซึ่งเชื่อได้เลยว่าหลาย ๆ คนที่ติดตามข่าวหรือบทความอสังหาฯ มาน่าจะรู้จักกับการผ่อนดาวน์มาบ้างแล้ว แต่ถ้าหากว่าสำหรับใครที่ผ่อนต่อไม่ไหว ยื่นกู้ธนาคารไม่ผ่าน หรืออยากจะขายดาวน์เพื่อทำกำไรจะต้องทำอย่างไร และขั้นตอนในการขายมีอะไรบ้าง วันนี้ CondoNewb มีคำตอบมาให้ทุกคนได้อ่านในบทความนี้กัน

. . . . . . . . . .

 

ขายดาวน์ คืออะไร

           การขายดาวน์ หรือขายต่อช่วงที่ยังผ่อนดาวน์อยู่นั้น หมายถึง การขายบ้านหรือคอนโดมิเนียมที่ยังอยู่ในช่วงที่มีการผ่อนดาวน์ โดยมักจะเป็นช่วงที่ลูกค้าซื้อบ้านหรือคอนโดกับทางโครงการที่ยังไม่เริ่มก่อสร้าง และยังไม่มีการโอนกรรมสิทธิ์ใด ๆ มีเพียงการทำสัญญาจะซื้อจะขายกับทางโครงการไว้เท่านั้น

          ซึ่งราคาของการขายดาวน์นั้นจะขึ้นอยู่กับผู้ขาย ว่าต้องการขายเท่ากับราคาโครงการ หรือจะบวกกำไรเพิ่มเติมตามราคาที่เพิ่มขึ้นในปัจจุบัน ซึ่งถือเป็นการเปลี่ยนมือผู้ผ่อนดาวน์ต่ออีกทอดนั่นเอง โดยผู้ซื้อดาวน์ก็จะต้องผ่อนดาวน์ต่อกับทางโครงการจนหมด จากนั้นจึงเริ่มทำเรื่องกู้และผ่อนจ่ายกับทางธนาคารต่อไป 

 

ตัวอย่างการขาย - ซื้อดาวน์

         หลังจากที่ทราบว่าการขายดาวน์ คืออะไรไปอย่างคร่าว ๆ แล้ว เชื่อได้เลยว่าน่าจะยังมีใครที่นึกภาพตามไม่ออก หรือยังไม่เข้าใจอยู่บ้างเล็กน้อย ซึ่งทาง CondoNewB ก็ได้ยกตัวอย่างแบบง่าย ๆ โดยแบ่งออกเป็น 2 ส่วน ได้แก่ ส่วนของผู้ขายและผู้ซื้อ เพื่อให้ทุกคนได้ลองทำความเข้าไปกันแบบไม่ต้องรีบร้อน 

 

ผู้ขายดาวน์

  •  ซื้อคอนโดราคา 4 ล้านบาท 
  •  จ่ายเงินจอง 20,000 บาท
  •  จ่ายเงินทำสัญญา 100,000 บาท
  •  และต้องจ่ายเงินดาวน์ 10% ของราคาขายของทางโครงการ นั่นก็คือ 400,000 บาท โดยจะต้องจ่ายทั้งหมด 10 งวด งวดละ 40,000 บาท
  •  โดยผู้ขายจ่ายเงินดาวน์ไปแล้วทั้งหมด 6 งวด เป็นเงินทั้งสิ้น 240,000 บาท

 

          และด้วยเหตุผลประการใดก็ตาม ซึ่งทำให้ผู้ขายไม่สามารถผ่อนดาวน์ให้กับทางโครงการต่อได้ ผู้ขายจึงตัดสินใจขายดาวน์ โดยบวกกำไรเพิ่ม 150,000 บาท ซึ่งผู้ซื้อดาวน์ก็จะต้องจ่ายเงินจำนวนต่าง ๆ ดังต่อไปนี้

ผู้ซื้อดาวน์

  •  ต้องดำเนินการเปลี่ยนชื่อในสัญญากับทางโครงการ โดยเปลี่ยนจากขื่อผู้ขายเป็นชื่อผู้ซื้อดาวน์นั่นเอง
  •  ผู้ซื้อดาวน์จะต้องจ่ายเงินในส่วนของเงินจอง, เงินทำสัญญา, เงินที่ผู้ขายได้จ่ายเงินดาวน์ไปแล้วทั้ง 6 งวด และกำไรที่ผู้ขายต้องการบวกเพิ่ม เป็นจำนวนเงินทั้งสิ้น 510,000 บาท ให้กับทางผู้ขาย
  •  ผู้ซื้อดาวน์ จะต้องผ่อนดาวน์ต่อให้กับทางโครงการอีกจำนวน 4 งวดที่เหลือ ซึ่งเป็นจำนวนเงินทั้งสิ้น 160,000 บาท
  •  โดยเมื่อจ่ายเงินดาวน์ครบถ้วนจำนวน 10 งวดตามที่ตกลงกับทางโครงการและโครงการได้สร้างเสร็จเรียบร้อยแล้ว ผู้ซื้อดาวน์ก็จะต้องทำการจ่ายค่าโอนกรรมสิทธิ์ให้กับทางโครงการ และทำเรื่องกู้เงินกับทางธนาคารเพื่อทำการผ่อนคอนโดต่อไป

 

          เพียงเท่านี้ทั้งผู้ขายและผู้ซื้อดาวน์ก็จะได้ในสิ่งที่ตนเองต้องการเป็นที่เรียบร้อยแล้ว โดยผู้ขายเองก็ไม่จำเป็นที่จะต้องดันทุรังผ่อนดาวน์ต่อ หรือจะต้องเสียเงินไปเปล่า ๆ หากผ่อนไม่ไหวจริง ๆ ส่วนผู้ซื้อดาวน์ก็ได้คอนโดที่ตัวเองถูกใจมาไว้ในครอบครอง

 

สาเหตุในการขายดาวน์มีอะไรบ้าง

         แน่นอนว่าการขายดาวน์นั้น ผู้ขายก็จะต้องมีเหตุบางประการณ์ที่ทำให้ผ่อนดาวน์ต่อไม่ได้ ซึ่งทาง CondoNewb ก็ได้สรุปมาให้แล้วว่าความเป็นไปได้ของสาเหตุในการขายมีอะไรบ้าง เผื่อใครที่กำลังเผชิญหน้ากับปัญหาหรือเรื่องราวต่าง ๆ ระหว่างการซื้อบ้านหรือคอนโด จะได้ใช้วิธีการนี้ให้เป็นประโยชน์กัน

 

เปลี่ยนใจจากโครงการที่ซื้อ

          แน่นอนว่าการผ่อนดาวน์นั้น จะเป็นการผ่อนในช่วงที่โครงการยังสร้างไม่เสร็จ ดังนั้นในระยะเวลาดังกล่าว ผู้ที่กำลังผ่อนดาวน์ก็อาจจะพบเจอกับโครงการอื่น ๆ ซึ่งอาจเป็นโครงการที่สร้างเสร็จพร้อมอยู่แล้ว และมีความน่าสนใจมากกว่าโครงการที่กำลังผ่อนดาวน์ ดังนั้นการขายดาวน์จึงเป็นอีกช่องทางหนึ่งที่จะทำให้ไม่ต้องเสียเงินไปเปล่า ๆ นั่นเอง

ยื่นกู้ซื้อบ้านกับธนาคารไม่ผ่าน  

          ข้อนี้ก็ถือเป็นอีกหนึ่งข้อสำคัญ สำหรับผู้ที่ตั้งใจจะซื้อบ้านหรือคอนโด และได้เข้าไปทำการจองและทำสัญญาจะซื้อจะขายกับทางโครงการเป็นที่เรียบร้อยแล้ว แต่เมื่อไปทำเรื่องยื่นกู้กับทางธนาคารกลับโดนปฏิเสธ ซึ่งแน่นอนว่าหากผ่อนดาวน์ไปครบหมดเรียบร้อยแล้วแต่กู้ไม่ผ่าน ทางโครงการก็อาจจะคืนเงินดาวน์บางส่วนหรือทั้งหมดก็ได้ ขึ้นอยู่กับเงื่อนไขหรือข้อกำหนดที่ตกลงกันตั้งแต่เริ่มแรก ซึ่งสำหรับใครที่ได้ทำสัญญากับทางโครงการว่าจะคืนเงินให้เพียงบางส่วนเท่านั้น การขายดาวน์ก็น่าจะเป็นทางเลือกที่ดีกว่านั่นเอง 

ผ่อนต่อไม่ไหว

          ลดภาระทางการเงิน แน่นอนว่าในช่วงเศรษฐกิจชะลอตัวจากปัจจัยต่าง ๆ มากมายในช่วงนี้ เชื่อได้เลยว่าผู้ซื้อบ้านและคอนโดหลาย ๆ คนก็คงเริ่มที่จะหวั่นใจแล้วว่าจะผ่อนดาวน์ต่อไปได้หรือไม่ ด้วยรายได้ที่ลดลง และรายจ่ายที่จะยังคงมีเข้ามาเรื่อย ๆ ซึ่งอาจะทำให้ผู้ผ่อนดาวน์ผ่อนต่อไม่ไหว หรือการเลือกที่จะเลิกผ่อนดาวน์ต่อไปจะเป็นการลดภาระทางการเงินอีกช่องทางหนึ่ง โดยหากจะเลิกผ่อนดาวน์ไปอย่างดื้อ ๆ นอกจากจะไม่ได้บ้านหรือคอนโดในโครงการที่ต้องการแล้ว ยังจะต้องเสียเงินไปอย่างเปล่าประโยชน์ให้กับทางโครงการไปฟรี ๆ อีกด้วย ดังนั้นการขายดาวน์จึงเป็นทางเลือกที่ดี ที่จะช่วยลดค่าใช้จ่าย รวมถึงจะได้รายจ่ายที่เสียไปกลับคืนมาอีกด้วย

ลงทุนระยะสั้น ด้วยการขายต่อใบจอง

          เชื่อได้เลยว่าสำหรับใครที่เป็นนักลงทุนระยะสั้น น่าจะรู้จักกับการขายดาวน์หรือขายต่อใบจองเป็นอย่างดีอยู่แล้ว เพราะเรียกได้ว่าเป็นการลงทุนที่สามารถได้กำไรในระยะเวลาอันรวดเร็ว แต่แน่นอนว่าผู้ลงทุนก็จะต้องมีเงินสำรองสำหรับการจ่ายค่าใบจองและหากยังหาผู้ที่จะมาซื้อต่อใบจองไม่ได้ ก็อาจจะต้องมีเงินสำรองสำหรับการจ่ายค่าผ่อนดาวน์คอนโดอีกด้วย นอกจากนี้ยังต้องคำนึงถึงปัจจัยอื่น ๆ อีกมากมาย ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของดีมานด์ของผู้บริโภคที่มีต่อตัวโครงการ ว่าโครงการเป็นของแบรนด์อะไร ตั้งอยู่ในทำเลที่มีศักยภาพและมีความอุดมสมบูรณ์หรือไม่ รวมถึงตำแหน่งของห้องและแปลนห้องว่าวางอยู่ในทิศทางใด แปลนห้องออกแบบมาให้มีฟังก์ชันที่เหมาะต่อการใช้งานหรือไม่ เพราะหากไม่มีดีมานด์ของผู้บริโภคแล้ว ก็จะทำให้เราไม่สามารถขายใบจองต่อได้นั่นเอง

 

          และเมื่ออ่านมาถึงตรงนี้แล้ว สำหรับใครที่กำลังเผชิญกับปัญหาในเรื่องของการผ่อนต่อไม่ไหว หรือกู้ธนาคารไม่ผ่านก็อย่าพึ่งตกใจไป ลองพิจารณาการขายดาวน์ให้เป็นอีกหนึ่งทางเลือกสำรองที่ดีต่อไปกัน ส่วนใครที่พึ่งไปพบเจอกับโครงการใหม่ที่ถูกใจมากกว่าโครงการเดิม ก็สามารถใช้ทางเลือกในการขายดาวน์นี้ได้อีกเช่นกัน

 

ขั้นตอนการซื้อ-ขายดาวน์มีอะไรบ้าง

1. ตรวจสอบห้องที่จะซื้อ - ขาย

          ผู้ซื้อดาวน์จะต้องตรวจสอบว่าผู้ขายเป็นเจ้าของห้องที่ขายจริงหรือไม่ โดยตรวจสอบจากสัญญาจะซื้อจะขาย หรือใบเสร็จค่างวดต่าง ๆ นอกจากนี้ยังต้องสอบถามข้อมูลเกี่ยวกับห้องหรือภายในโครงการให้ครบถ้วน ไม่ว่าจะเป็นขนาดพื้นที่ ตำแหน่งและทิศของห้อง ของแถมหรือเฟอร์นิเจอร์ต่าง ๆ ที่จะได้รับ รวมไปถึงวัสดุต่าง ๆ ที่ใช้ภายในห้อง เพราะการซื้อดาวน์นี้ก็เทียบเท่ากับการที่เราซื้อคอนโดมือหนึ่งนั่นเอง โดยหากคอนโดยังไม่เสร็จเรียบร้อย ก็จะต้องขอข้อมูลต่าง ๆ จากทางผู้ขายได้อย่างเต็มที่

2. ผู้ขายต้องแจกแจงรายละเอียดค่าใช้จ่ายให้ผู้ซื้อ

          ในส่วนของผู้ขาย จะต้องทำการแจ้งข้อมูลต่าง ๆ ให้กับผู้ต้องการซื้อดาวน์อย่างครบถ้วน โดยเฉพาะในเรื่องของการชำระเงิน ไม่ว่าจะเป็นราคาขาย ซึ่งรวมกับกำไรที่บวกเพิ่มไปเรียบร้อยแล้ว จำนวนงวดที่ผู้ซื้อดาวน์จะต้องผ่อนชำระต่อ รวมไปถึงต้องแจ้งค่าส่วนกลางที่ผู้ซื้อดาวน์จะต้องชำระ และกำหนดการโอนกรรมสิทธิ์ ว่าโครงการจะก่อสร้างเสร็จเมื่อไหร่ และจะพร้อมเข้าอยู่ตอนไหน เพื่อให้ผู้ซื้อดาวน์สามารถตัดสินใจได้ว่าการซื้อดาวน์ในครั้งนี้เหมาะกับตนเองหรือไม่ และตนเองมีความต้องการในการรีบเข้าอยู่มากน้อยแค่ไหน

3. วางมัดจำ

          เมื่อผู้ซื้อดาวน์ได้ข้อมูลตามที่ต้องการทั้งหมดเป็นที่เรียบร้อยแล้ว และตกลงที่จะซื้อดาวน์แล้ว ก็จะเข้าสู่ขั้นตอนการวางมัดจำเป็นลำดับต่อไป ซึ่งทางผู้ขายจะต้องจัดทำเอกสารสำหรับการวางมัดจำซึ่งเรียกว่า หนังสือจองห้องชุด โดยจำนวนเงินที่จะต้องใช้ในการมัดจำนั้นจะอยู่ที่ประมาณ 5,000 -50,000 บาท ขึ้นอยู่กับการตกลงกันระหว่างผู้ขาย-ผู้ซื้อดาวน์

4. ตรวจสอบเอกสารซื้อ - ขาย

        สำหรับฝั่งผู้ซื้อดาวน์ก่อนที่จะวางเงินมัดจำและเซ็นหนังสือจองห้องชุดนั้น จะต้องทำการตรวจสอบเอกสารต่าง ๆ ทั้งเอกสารการจอง หรือสลิปการผ่อนเงินดาวน์ที่ผู้ขายได้ชำระไปแล้ว โดยในขั้นตอนนี้ควรนัดเจอกันกับผู้ขายจึงจะดีที่สุด

5. ติดต่อโครงการเพื่อทำการโอนกรรมสิทธิ์

          เมื่อวางมัดจำและทำการเซ็นหนังสือจองห้องชุดเป็นที่เรียบร้อยแล้ว ทางผู้ขายจะต้องทำการติดต่อกับทางโครงการ เพื่อขอโอนสิทธิกับทางสำนักงานขายต่อไป โดยส่วนมากจะใช้ระยะเวลาประมาณ 1-2 อาทิตย์ในการจัดเตรียมเอกสาร เมื่อเสร็จเรียบร้อยแล้วทางสำนักงานขายก็จะทำการโทรแจ้งให้ทั้งผู้ขายและผู้ซื้อดาวน์เข้ามาเซ็นโอนสิทธิได้

6. โอนกรรมสิทธิ์ 

          สำหรับการโอนสิทธินั้น ผู้ซื้อดาวน์จำเป็นอย่างมากที่จะต้องตรวจสอบข้อมูลต่าง ๆ ในใบโอนสิทธิ์ให้เรียบร้อย โดยควรเช็คชื่อนามสกุลของทั้งตนเองและผู้ขาย ว่าถูกต้องหรือไม่ เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดปัญหาตามมาในภายหลังนั่นเอง และเมื่อตรวจสอบเรียบร้อยแล้วก็สามารถทำการเซ็นชื่อได้เลย

เอกสารที่ต้องใช้

  • บัตรประชาชน – สำเนาบัตรประชาชน ของทั้งผู้ขายและผู้ซื้อดาวน์ พร้อมเซ็นสำเนารับรองความถูกต้องให้เรียบร้อย
  • เงินสดหรือเช็ค สำหรับจ่ายเงินตามที่มัดจำระบุไว้/สำหรับการจ่ายค่าธรรมเนียมในการเปลี่ยนชื่อ
  • สัญญาการซื้อ-ขายดาวน์ ซึ่งเป็นสัญญาระหว่างผู้ซื้อและผู้ขาย โดยไม่เกี่ยวข้องกับทางโครงการ
  • สัญญาเปลี่ยนชื่อ เป็นสัญญาที่ทางโครงการได้จัดเตรียมไว้สำหรับการเปลี่ยนชื่อจองผู้ขาย เป็นผู้ซื้อดาวน์ ซึ่งสัญญาฉบับนี้ถือว่าสำคัญเป็นอย่างยิ่งและผู้ซื้อดาวน์ควรตรวจสอบอย่างละเอียด

 

          สำหรับใครที่กำลังสงสัยในเรื่องของอัตราค่าธรรมเนียมในการเปลี่ยนชื่อในสัญญาจะซื้อจะขายคอนโดนั้น ทางโครงการจะคิดค่าเปลี่ยนชื่ออยู่ที่เท่าไหร่ คำตอบก็คือ ทางโครงการไม่สามารถเรียกเก็บค่าธรรมเนียมการเปลี่ยนชื่อในสัญญาจะซื้อจะขายคอนโดได้เลย เนื่องจากเป็นกฎหมายที่ถูกกำหนดไว้อย่างชัดเจน แต่อย่างไรก็ตามก็จะมีบางโครงการที่เล่นแง่กับผู้ที่ต้องการเปลี่ยนชื่อในสัญญา โดยการเปลี่ยนเป็นการทำสัญญาจองซื้อ หรือสัญญาจองแทน ซึ่งกฎหมายไม่ได้มีการกำหนดในชื่อสัญญาทั้งสองไว้ ทำให้ทางโครงการสามารถเรียกเก็บค่าธรรมเนียมในการเปลี่ยนชื่อได้ โดยส่วนใหญ่จะเรียกเก็บค่าธรรมเนียมอยู่ที่ประมาณ 10,000 - 30,000 บาท ดังนั้นจึงควรสอบถามผู้ขายให้ดีว่าสัญญานี้เป็นสัญญาชนิดใด เพื่อที่จะได้ไม่ต้องเสียเปรียบในภายหลัง

 

ขายดาวน์ คืน โครงการได้หรือไม่

         สำหรับคำถามนี้น่าจะเป็นอีกหนึ่งคำถามที่เป็นที่สนอกสนใจของใครหลาย ๆ คน ที่อยากจะใช้วิธีนี้ แต่ก็ไม่อยากจะต้องยุ่งยากไปกับการหาผู้ซื้อ ซึ่งแน่นอนว่าการขายดาวน์ คืน โครงการนั้นเป็นเรื่องที่ทำไม่ได้ แม่ว่าจะขายเท่าทุนก็ตาม แต่สำหรับใครที่ทำเรื่องกู้กับทางธนาคารไม่ผ่านนั้น ก็สามารถขอเงินดาวน์คืนจากทางโครงการได้ ซึ่งถือว่าเป็นเงื่อนไขข้อสำคัญที่ผู้ทำเรื่องกู้กับทางธนาคารทุกคนควรทราบไว้ โดยทางโครงการจะต้องคืนเงินดาวน์แบบเต็มจำนวนให้กับเรา โดยเป็นไปตามที่กฎหมายกำหนด แต่อย่างไรก็ตามทางโครงการจะสามารถยึดเงินจองได้ แม้จะกู้ไม่ผ่านก็ตาม เนื่องจากเป็นการทำให้ทางโครงการต้องเสียโอกาสในการขาย ดังนั้นแล้วสำหรับใครที่ไปต่อไม่ไหว และคิดว่าจะผ่อนดาวน์ต่อไม่ได้แน่ ๆ การขายดาวน์จึงถือเป็นทางเลือกที่ดีมาก ๆ นั่นเอง

 

ความเสี่ยงและข้อเสียในการขาย-ซื้อดาวน์

         แน่นอนว่าเมื่ออ่านมาถึงตรงนี้แล้ว หลาย ๆ คนน่าจะเห็นข้อดีของการขายดาวน์กันไปบ้างแล้ว ไม่ว่าจะเป็นการลดภาระค่าใช้จ่าย การขายเพื่อทำกำไร หรือการได้เงินคืนมาโดยไม่ต้องเสียเงินไปเปล่า ๆ หากเปลี่ยนใจไปชอบโครงการอื่นหรือผ่อนต่อไม่ไหว แต่อย่างไรก็ตามการขายดาวน์คอนโดนั้นย่อมมีความเสี่ยงอยู่เช่นกัน โดยเฉพาะกับผู้ที่ต้องการซื้อเพื่ออยู่อาศัยจริง เพราะจะไม่ได้คำนึงถึงเรื่องการขายดาวน์ไว้ตั้งแต่แรก ต่างจากผู้ที่ขายดาวน์เพื่อทำกำไรที่มักจะมองปัจจัยต่าง ๆ เอาไว้อยู่แล้วว่าโครงการไหนจะเหมาะกับการใช้วิธีนี้บ้าง และอะไรคือปัจจัยเสี่ยงและข้อเสียในการขายดาวน์บ้าง วันนี้ CondoNewb ได้สรุปมาให้ทุกคนได้อ่านกันในบทความนี้แล้ว

ต้องขายในราคาต่ำกว่าทุน

          แน่นอนว่าสำหรับโครงการที่ผู้ซื้อเลือกซื้อเพื่อการอยู่อาศัยนั้น บางทีอาจไม่ได้คำนึงถึงเรื่องของทำเล เนื่องจากอาจทำงานอยู่ใกล้ ๆ ในบริเวณนั้น หรือเดินทางด้วยรถยนต์ส่วนตัวอยู่แล้ว หรือบางทีอาจะมีตำแหน่งห้องที่ไม่ค่อยมีใครชอบเท่าไหร่นัก เช่น ห้องอยู่ใกล้กับห้องขยะ หรือห้องอยู่บนชั้นที่เห็นสายไฟพาดผ่านอย่างชัดเจน ซึ่งปัจจัยเหล่านี้เองเป็นข้อเสียสำหรับการขายดาวน์ เพราะดีมานด์ของผู้ซื้อส่วนใหญ่ก็อยากจะได้ห้องที่เห็นวิวสวย ไม่ต้องอยู่ใกล้กับห้องขยะ หรือเดินทางได้สะดวก ติดรถไฟฟ้า เป็นต้น

ขายออกได้ยาก

          ไม่ว่าจะเป็นปัจจัยในเรื่องข้อตำแหน่งห้อง หรือแปลนห้องอย่างที่กล่าวไปตั้งแต่ต้น รวมไปถึงชื่อของผู้พัฒนาว่ามีความน่าเชื่อถือมากน้อยเพียงใด หากเป็นผู้พัฒนาที่ไม่ได้รับความนิยมหรือไม่เป็นที่รู้จักในตลาดอสังหาฯ ก็จะมีผลอย่างมากต่อการตัดสินใจซื้อ

ถูกบวกราคามากเกินไป

          ถือเป็นข้อเสียอีกข้อหนึ่งที่ผู้ซื้อดาวน์น่าจะต้องพบเจอ ดังนั้นหากต้องการซื้อดาวน์ ควรหาประกาศขายดาวน์ของโครงการนั้นในหลาย ๆ เว็บไซต์ เพื่อที่จะได้ทำการศึกษาราคาได้ว่า ราคาจะอยู่ที่ประมาณไหน และไม่เลือกซื้อดาวน์ในราคาที่แพงจนเกินไป

เสี่ยงที่จะถูกหลอก

          แน่นอนว่าในขั้นตอนช่วงแรก ๆ ของการขาย-ซื้อดาวน์นั้น จะไม่เกี่ยวข้องกับทางโครงการเลย ดังนั้นผู้ซื้อดาวน์อาจมีโอกาสโดนหลอกได้ง่าย สำหรับใครที่กำลังต้องการซื้อดาวน์อยู่แล้วละก็ อย่าลืมที่จะหาข้อมูลจากเว็บไซต์ที่มีความน่าเชื่อถือ รวมไปถึงควรตรวจสอบข้อมูลอย่างละเอียด และหากต้องทำสัญญาได้ ๆ ก็ตามควรนัดเจอคู่สัญญาต่อหน้าจึงจะเป็นการดีที่สุด

          และนี่ก็เป็นข้อควรระวังข้อทั้งผู้ขายและผู้ซื้อดาวน์ที่ควรคำนึงถึงเป็นอย่างมากก่อนการทำการขาย-ซื้อดาวน์ในทุก ๆ ครั้ง เพราะหากไม่คำนึงและพิจารณาข้อมูลต่าง ๆ ให้ดีแล้ว ก็อาจเกิดความเสียหายตามมาในทุกสุด

 

         เป็นอย่างไรกันบ้างกับความรู้และความน่าสนใจต่าง ๆ ของการขายดาวน์ CondoNewb ขอยืนยันเลยว่าสำหรับใครที่กำลังมีปัญหาและผ่อนดาวน์ต่อไม่ไหวจริง ๆ การเลือกใช้วิธีนี้ไม่ได้เป็นวิธีที่แย่เลย และยังเป็นวิธีที่จะช่วยให้เราจัดการเรื่องต่าง ๆ ได้อย่างดีกว่าเดิมอีกด้วย แต่สำหรับใครที่ต้องการซื้อเพื่อเก็งกำไร ก็อย่าลืมพิจารณาถึงดีมานด์ของโครงการนั้น ๆ ให้ดีว่าเหมาะสมกับการลงทุนหรือไม่ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วงเศรษฐกิจที่กำลังชะลอตัวแบบนี้การซื้อเพื่อเก็งกำไรยังถือเป็นทางเลือกที่ไม่ดีเท่าไหร่ เพราะกำลังซื้อของผู้บริโภคที่น้อยลง และถ้าหากตัดสินใจซื้อมาแล้วและปล่อยขายดาวน์ต่อไม่ได้ สุดท้ายแล้วก็จะเกิดปัญหาตามมาให้ต้องตามแก้ไขกันในที่สุด นอกเหนือจากเรื่องของการขายดาวน์แล้วนั้น เรายังมีบทความแนะนำสำหรับมือใหม่ที่กำลังลงทุนคอนโด และรีวิวคอนโด โครงการใหม่ ๆ ที่น่าสนใจ มาคอยอัพเดทข่าวคอนโดให้เพื่อน ๆ ได้ติดตามกันอยู่เสมอ อย่าลืมมาพบกันได้ทุกวันที่นี่ค่ะ